On My Days & In My Mind (by Rungaroon Plintron)

เล่าสู่กันฟังในวันว่างๆ (โดย รุ่งอรุณ ผลินธร)

งานเขียนของสมยศ ฉันฉายา

ขอเปิดเพจใหม่เอี่ยมสำหรับบันทึกเรื่องราวของคุณพ่อที่ตั้งใจบันทึกเรื่องราวต่างๆสำหรับลูกรักสองคนได้อ่าน คุณพ่อคนนี้ก็คือ คุณสมยศ ฉันฉายา หรืออ๋อง สามีของอ้อม (น้องสาวคนที่สามของดิฉันเอง) ครอบครัวนี้รวมความรักความอบอุ่นสี่คนพ่อแม่ลูก คือ พ่อกับแม่ (อ๋องและอ้อม) ลูกสาวและลูกชาย (เอมและอาร์ต) ที่มักจะพากันไปไหนต่อไหนทั้งครอบครัวเสมอ

 

อ๋องหรือคุณสมยศนั้น แม้จะมีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบล้นมือในฐานะผู้นำทีมงานในตำแหน่งพัฒนาการอำเภอ แต่อ๋องก็ตั้งใจที่จะบันทึกเรื่องราวเก็บไว้งานเขียนนี้ เพื่อให้ลูกทั้งสองได้อ่านเพื่อได้ทราบประวัติความเป็นมาของครอบครัวตนเอง การที่เขียนด้วยความรู้สึกของคนที่เป็นพ่อที่มีความรักความห่วงใยต่อลูก ทุกตัวอักษรจึงบรรจุเต็มด้วยความมีชีวิตชีวาและอารมณ์อันสุนทรีย์ ใช้ถ้อยคำเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยความรักและอบอุ่น

 

การนำเสนอบันทึกงานเขียนในบล๊อคนี้ ได้รับการอนุญาตจากอ๋องหรือคุณสมยศแล้ว ขอขอบคุณมากที่บล๊อคนี้ได้รับเกียรติในการแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้มาเผยแพร่ให้ผู้อ่านในโลกออนไลน์ได้รับความเพลิดเพลินกับทุกตัวอักษร

 

มีเรื่องที่อยากจะเล่าให้ลูกอ่าน

                                                                   ตอนที่ 1

                 บ้านเกิดของพ่อนั้นอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พ่อเกิดบ้านเลขที่ 43/1 หมู่ที่ 4 ตำบลวัดประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี กิโลเมตรที่ 6 คนเขาจะเรียกว่าปากทางรถจิ๊บ เนื่องจากในอดีตที่บ้านมีรถสองแถวยี่ห้อมาสด้า วิ่งประจำทางเส้นสุราษฎร์ – พุนพิน ทะเบียน41 สายที่รถวิ่งคือ 1831 เป็นบ้านไม้เก่าๆ ชั้นเดียว วันที่คุณย่าตั้งท้องที่ 2 ซึ่งต่อจากลุงอ๋อยนั้น คุณปู่ได้รับอุบัติเหตุเนื่องจากถูกคนงานใช้มีมีดแทงเข้าที่ขาด้านขวา ทำให้เส้นเอนใหญ่ขาด ต้องนอนพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลนานพอดู และในระหว่างนั้นคุณย่าก็ได้คลอดกำเนิดพ่อขึ้นมาโดยไม่มีคุณปู่อยู่ด้วย ที่บ้านดังกล่าวซึ่งมีหมอตำแยมาทำคลอดให้พ่อ พ่อไม่ได้ไปคลอดที่โรงพยาบาลเหมือนลูกเอมกับลูกอาร์ตมีประตู 2 ด้าน บล็อกด้วยคานไม้ข้างในและใส่น๊อตขันประตู ที่บ้านขายของชำและขายข้าวแกงให้กับคนงานที่ทำงานให้กับโรงรมยาง(บริษัทฮ้วยชวน)ที่อยู่ติดข้างบ้านเนื้อที่ที่บ้านประมาณ 200 ตารางวา ตรงข้ามหน้าบ้านเป็นป่าไม้ เยื้องไปทางทิศเหนือเป็นปั้มน้ำมันตรา เอสโซ่ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงรมยาง ตอนเราเด็กๆ จะเห็นคุณพ่อขับรถของกรมทางหลวง ซึ่งเป็นข้าราชการกรมทางหลวงขับมาไว้ที่บ้าน เป็นรถรุ่นเก่ามากคงจะหาดูไม่ได้แล้ว ยี่ห้อเชพโลเล็ต สี่ส้ม บังโคนหน้ารถใหญ่ป่องออกมาทั้งสองข้าง ซึ่งจะเป็นกิจวัตประจำวัน

 

 

 

ตอนพ่อเด็กๆ อายุประมาณ 8-9 ขวบ ชอบเดินเล่นขึ้นไปบนควน (พื้นที่เป็นเนิน)ซึ่งเส้นทางเดินจะอยู่ข้างบ้านขึ้นไป จุดแรกจะเป็นบ้านพักของพนักงานโรงรมยาง ถัดไปเป็นของน้ารมย์ ต่อด้วยบ้านของป้าทัพ บ้านพี่เปี้ยกลูกสะใภ้ป้าทัพ บ้านพี่อ๊อดทำงานอยู่การไฟฟ้าที่เขาหัวควาย ถัดขึ้นไปเป็นบ้านของป้าศรี ถัดไปเป็นบ้านลุงชื่น ถึงทางสามแยกเลี้ยวไปทางขวาเป็นของไอ้เท่ง(เพื่อนรุ่นเดียวกันทะเลาะกันบ่อย) เดินข้ามสะพานไม้ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำไหลผ่านขึ้นไปเป็นบ้านพักของลุงทมพ่อของ (เอก “ชื่อมนตรี สุขชาวนา”) ถัดขึ้นไปอีกก็จะเป็นสวนยางพาราของคนจีนในตลาดที่ซื้อไว้ ส่วนทางแยกเลี้ยวไปทางซ้ายจะเป็นของพี่หีด ถัดขึ้นไปเป็นของลุงจำชื่อไม่ได้แล้ว และถัดไปเป็นบ้านที่มีสวนเงาะเยอะมาก และอยู่ตรงข้ามทิศตะวันออกซึ่งเป็นสวนยางของคุณปู่จำนวน 16 ไร่ ปัจจุบันพี่เสวกได้ขายไปหมดแล้ว ส่วนสวนเงาะนั้นเจ้าของเขาจะล้อมรั้วด้วยลวดหนาม ตอนเด็กๆ ตรงปลายสวนจะร่วมกับเพื่อนๆ แถวนั้นแอบรอดรั้วหนามเข้าไปกินเงาะบ่อยครั้ง  และถัดขึ้นไปก็จะเป็นสวนยางพาราซึ่งจะมีเส้นทางที่ทะลุออกไปแถวคล้อล่างบ้างหรือออกไปตามสวนยางแถวโกเตงบ้าง เพราะมีแต่สวนยางและป่าไม้ วันไหนที่เป็นวันหยุดเรียนจะขอคุณแม่และคุณพ่อออกไปเก็บเมล็ดยางพาราใส่ถุงกระสอบป่านได้วันละประมาณ 1 กระสอบซึ่งจะมีคนมารับซื้อเมล็ดยาพารา ได้เงินหลายบาทอยู่เหมือนกัน และช่วงปิดเทอมใหญ่ตั้งแต่มีนาคม – พฤษภาคม ก็จะขอคุณแม่และคุณพ่อไปเก็บเมล็ดถั่วคลุมหญ้า ซึ่งเก็บได้วันละ 2-3 กิโล ขายได้กิโลละประมาณ 25 บาท ก็มีความสุขดี

 

มีเรื่องจะเล่าให้ฟังไม่ทราบปัจจุบันยังพอจะหาได้หรือไม่ ในสมัยก่อนที่เป็นป่าใหญ่ จะมีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มลงในป่า ถ้าเราสังเกตบางครั้งก็จะเจอขี้ชัน “ยางชัน” สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟได้ หรือนำไปเป็นชันอุดรอยรั่วของเรือพายได้ ซึ่งสมัยก่อนเขาจะใช้กัน วันเสาร์ – อาทิตย์ ถ้าวันไหนคุณพ่อไม่พาไปเข้าสวนยางที่อยู่ที่ควนทัง “ปัจจุบันคือบ้านที่อาศัยอยู่ ณ ปัจจุบัน” ก็จะเดินเล่นไปบ้านคุณปู่ และคุณย่า ซึ่งอยู่ติดกับวัดมะปริง ต.วัดประดู่ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ในสมัยนั้นมีเส้นทางไปบ้านคุณปู่ อยู่ 2 เส้นทาง เส้นทางถนนกับเส้นทางใน  เส้นทางในหมายถึงเส้นทางที่ต่อเชื่อมกันระหว่างบ้านที่อยู่บริเวณนั้นด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้เส้นทางในเสียมากกว่าเนื่องจากว่าร่อนระยะการเดินทางได้มากพอสมควร บ้านแรกจะเป็นบ้านพี่เขียวลูกลุงทอง ถัดไปจะเป็นบ้านพี่อ๊อดลูกป้าเมียด ถัดไปเป็นบ้านป้าเมียด ถัดลงไปเป็นบ้านพี่ภา ถัดลงไปเป็นบ้านของพ่อไข่ฝั่ง ถัดลงไปด้านซ้ายมือเป็นบ้านของป้าเนียร ถัดลงไปทางขวามือเป็นบ้านลุงทิพย์ ป้าแดง บ้านลุงทองหรือบ้านรัดแม่ของพี่เขียว แล้วย้อนกลับมาที่บ้านป้าเนียรตรงไปเป็นของแม่ชีฉิ่งซึ่งอยู่ติดกับริมน้ำ เลี้ยวซ้ายมือเดินตรงไปก็จะข้ามสะพานไม้ที่ใหญ่มากก็จะเข้าเขตวัดมะปริง เดินตรงไปเลื่อยๆ ซ้ายมือก็จะเป็นโรงฉันอาหารหลังใหญ่ และถัดไปก็จะเป็นโรงฉันอาหารหลังเก่าๆ ไม่ทราบปัจจุบันยังเหลืออยู่หรือเปล่า และเมื่อเดินตรงไปที่ศาลาท่าน้ำ ก็จะมีสะพานไม้ไผ่ผสมไม่แผ่นเดินข้ามไปก็เป็นบ้านคุณปู่ซึ่งเป็นบ้านแบบโบราณ ซึ่งมีขนาดใหญ่ มีเสาบ้านประมาณ 40 ต้นได้ เป็นบ้านยกเสาเรือนสูง ตรงหน้าบ้านของคุณปู่เยื้องไปทางทิศเหนือ ก็จะเป็นยุ้งฉางข้าว บ้านของคุณปู่เมื่อเดินขึ้นบันไดได้ประมาณ 6-7 ขั้น ผ่านประตูเข้าไปก็จะเป็นจะเป็นห้องโถงกว้างมาก บ่อยครั้งจะเห็นคุณปู่ชอบนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างเป็นประจำ ถัดไปด้านขวาจะเป็นเรือนที่ยกสูงอีกประมาณ 1 คืบเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ของคุณปู่และคุณย่า 1 ห้องพร้อมห้องโถงด้วย เมื่อเดินลงมาที่เดิมแล้วเดินต่อไปข้างหน้าก็จะเป็นเรือนครัวที่มีขนาดใหญ่เท่ากับบ้านหลังหนึ่งเลยทีเดียว บ่อยครั้งจะเห็นคุณย่าหุงข้าวด้วยถ่านและทำกับข้าวเอง บางครั้งก็จะเห็นคุณยายฉิ่ง ซึ่งเป็นน้องสุดท้องของคุณย่าที่มาอยู่ร่วมด้วยทำกับข้าวให้กิน ช่วงเวลารับประทานอาหาร หรือทานข้าวจะเห็นคุณปู่ชอบรับประทานข้าวอยู่คนเดียว ทุกครั้งที่รับประทานข้าว จะเห็นถ้วยน้ำข้าวที่คุณย่ารินจาก หม้อข้าวให้คุณปู่รับประทานทุกมือเลยทีเดียว และตรงที่นั่งรับประทานอาหารจะมีช่องว่างไม้ห่างเมื่อมองลอดช่องลงไประหว่างที่มีน้ำขึ้น จะเห็นปลาเข็มว่ายไปว่ายมาเป็นฝูงเลย ถัดจากบ้านคุณย่าไปก็จะเป็นที่นาและสวนมะพร้าว พร้อมทั้งสวนส้มประมาณเกือบ 100 ไร่ ทุกวันนี้ไม่มีเหลือสักไร่แล้ว เนื่องจากพวกพี่ๆ ลูกคนละแม่แต่พ่อเดียวกันของกระผมได้ขายไปให้คนอื่นเขาหมดแล้ว

ขอพูดถึงวัดมะปริงบ้าง ปัจจุบันคงจะเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก เอาเป็นว่าจะเล่าให้ฟังเท่าที่จำได้ เส้นทางเข้าวัดมะปริงอยู่ติดถนน สุราษฎร์ – พุนพิน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผมประมาณ 600 เมตร จากถนนใหญ่เดินเข้าไปถนนจะเป็นถนนดินแดงลูกรังถึงวัดมะปริงระยะทางประมาณ เกือบ 1 กม. เป็นหลุมเป็นบ่อถ้าช่วงหน้าฝนจะเป็นหลุมเยอะมาก จำได้ว่าเมื่อเดินเข้าไปแล้วซ้ายมือจะเป็นบ้านน้าออ บ้านจะปลูกส้มโอ ส้ม มะพร้าว กล้วย ถัดไปประมาณ 500 เมตร บ้านซ้ายมือไม่ทราบว่าเป็นของใครเพราะในสมัยนั้นไม่มีคนอยู่ เนื่องจากหน้าบ้านเยื้องนิดๆ มีต้นมะม่วงขนาดใหญ่เคยมีคนตายในร่องน้ำไม่ทราบว่าเป็นในสมัยนั้นซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ไปเห็นผู้ตายอยู่ในคูน้ำเยื้องหน้าบ้าน สงสัยเจ้าของบ้านคงจะกลัวเลยไม่กล้าอยู่ และอีกอย่างบ้านที่อยู่ตรงนั้นมันเปลี่ยวไม่มีบ้านคนอยู่เลยสักหลัง ถัดไปก็เป็นบ้านของพี่แดง ถัดไปก็เป็นบ้านลุงปอด ตรงข้ามเป็นป่าไม่ผสมป่าสวนมะพร้าว ถัดไปประมาณ 100 เมตร ก็จะเป็นบ้านอยู่ประมาณ 3-4 หลังจำชื่อไม่ได้แล้วซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดมะปริง ถ้าเดินตรงไปซึ่งเป็นถนนดินแดงก็จะถึงท่าน้ำที่เขาเรียกกันว่า “บางบะรอด” ย้อนกลับมาตรงแยกบ้าน 3-4 หลัง เลี้ยวขวาเข้าบริเวณวัดมะปริง ซ้ายมือจากทางเข้าก็จะเป็นกุฏิพระหลังเก่ามาก จนไม้ผุพังไปบางส่วน และไม่มีพระอยู่ประจำกุฏินี้ซึ่งมี2-3 หลัง ถัดไปก็จะเป็นกุฏิเจ้าอาวาสซึ่งตอนเด็กๆ จำได้ว่าเคยขึ้นไปเล่นกุฏินี้

 

ภาพถ่ายวัดมะปริง ปี พ.ศ. 2530

เจ้าอาวาสเป็นหลวงพ่อเอี้ยง เป็นพ่อของเณรเหลียด ถัดไปก็จะเป็นกุฏิไม้หลังใหญ่ที่เก็บศพหลวงพ่อแป้น(ปู่แป้น) ซึ่งท่านได้มรณภาพเมื่อปี 2512 อายุ๗๘ ปี บ่อยครั้งที่ผมได้ขึ้นไปบนกุฏิหลวงพ่อแป้นผมกับเณรเหลียดจะขึ้นไปดูศพหลวงพ่อแป้น จะเปิดฝาโรงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นซึ่งตอนนั้นผมอายุประมาณ 10 -12 ขวบ ก็จะเห็นเรือนร่างของหลวงพ่อแป้นแห้งห่มด้วยจีวรพระ ซึ่งจะปนไปด้วยคราบเลือดและคราบน้ำเหลืองที่แห้งไปแล้วนานหลายปี เปิดดูศพหลวงพ่อแป้นทุกครั้งก็มีความสุขดี ไม่มีกลิ่นคาว ตอนเด็กๆ จำได้ว่าผมเล่นน้ำอยู่ท่าน้ำวัดมะปริงซึ่งตรงข้ามกับบ้านของคุณปู่ เห็นหลวงพ่อแป้นถือไม่เรียวมาพวกก็เลยว่ายน้ำข้ามไปอยู่ที่บ้านคุณปู่ ซึ่งหลวงพ่อแป้นจะค่อยให้เด็กลงไปเล่นน้ำที่ท่าน้ำ กลัวเด็กจะจมน้ำ เนื่องจากสายน้ำที่ไหลผ่านนั้นเป็นน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำตาปี ดื่มน้ำทีไรเค็มทุกครั้ง ตรงหน้ากุฏิหลวงพ่อแป้นก็จะเป็นโรงเรือนขนาดเล็กเป็นที่เก็บเรือหรือเศษไม้ต่างๆ ตรงกลางวัดก็จะมีต้นไม้ขนาดใหญ่เป็นต้นไทรซึ่งใหญ่มาก

จำได้ว่าเคยร่วมกับเณรเหลียดตอนกลางเอากล่องกระดาษแล้วติดเทียนไฟ หลอกเด็กแถววัดวิ่งกันน่าดู ถัดไปก็จะเป็นโรงธรรม ไว้สำหรับรองรับการจัดงานในวัดเป็นโรงเรือนที่โล่งไม่มีฝาปิด เยื้องขึ้นไปนิดหนึ่งก็จะเป็นต้นมะปริงขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง น่าจะเป็นที่มาของชื่อวัดมะปริง กินลูกมะปริงต้นนี้แล้วจะหวาน ปัจจุบันไม่ทราบว่าจะอยู่หรือเปล่า ถัดไปก็จะเป็นโบสถ์พระโล่งไม่มีฝาปิด

วันเสาร์ – อาทิตย์ วันไหนไม่ได้ไปสวนยาง ก็จะเข้าเดินเล่นที่โรงรมยาง(ปัจจุบันได้ถูกไฟไหม้หมดแล้ว) ที่ติดข้างบ้าน เพราะรู้จักกับผู้จัดการโรงรมยาง เนื่องจากทุกเช้าผู้จัดการจะเดินมาทานข้าวต้มและดื่มกาแฟที่บ้านที่ได้เปิดขายของทุกวัน ที่โรงงานผมจำได้ว่ามีทางเข้า 2 ทาง แต่ส่วนใหญ่จะเดินเข้าด้านหน้าถนนใหญ่ ถนนสายสุราษฎร์ – พุนพิน เมื่อเดินเข้าไปก็จะเป็นป้อมยาม เยื้องซ้ายมือเป็นห้องแถวที่พักของคนงาน ตรงกลางเป็นบ้านพักของผู้จัดการ ถัดไปขวามือเป็นโรงรมยางสร้างด้วยไม้ 3 ชั้น เมื่อเดินตรงไปถัดจากห้องแถวก็จะเป็นโรงรถขนาดใหญ่ ถัดไปก็จะเป็นบ้านพัก 2 ชั้นของรองผู้จัดการ ถัดไปก็จะเป็นกองไม้ที่เป็นท่อนๆ เต็มไปหมดเพื่อเอาไว้ใส่เป็นฟืนในการรมยาง ถัดขวามือก็จะเป็นโรงรมยางหลังเก่าขนาด 3 ชั้นซึ่งเก่ามาก

เมื่อเดินเข้าไปข้างในก็มีบ่อน้ำล้างยางแผ่นที่ยังไม่สะอาด 2 บ่อ ซึ่งผมยังจำได้ดีว่าตอนเด็กๆ กับเพื่อนๆ ที่เป็นลูกหลานคนงานในบริษัทเข้าไปอาบน้ำในบ่อล้างยาง ที่คนงานเขาใส่น้ำลงไปและยังไม่ใส่ยางแผ่นลงไปในบ่อ ก็เล่นกันสนุกสนานตามประสาเด็กๆ ดูคนงานเขาทำยางแผ่นที่รมควันแล้ว โดยการทำกระบวนการในการคัดเลือกยางแผ่นที่ดีที่สุด ให้เป็นเกรด A/B/C เพื่อส่งไปขายยังต่างประเทศ อ้อลืมบอกไปว่าโรงรมยางที่อยู่บ้างบ้านชื่อ “บริษัทฮ้วยชวน” ตอนสมัยเรียนอยู่ ม.ศ. 4 ช่วงปิดเทอมไม่รู้จะไปไหนก็เลยขอผู้จัดการเข้าไปทำงานสักเดือนหนึ่งเรียนรู้กระบวนการทำงาน กว่าจะผ่านมาเป็นยางก้อนอัดแท่งได้ บริษัทมีกระบวนการขั้นตอนเยอะมาก ก็ได้เรียนรู้และประสบการเล็กๆ น้อยๆ

มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนที่ยังเด็ก ชอบหลบแม่ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านรองผู้จัดการบริษัทฮ่วยชวน บ้านป้าติ๋ม โดยเฉพาะการ์ตูนสมัยนั้นจำได้หลายเรื่อง เช่น หน้ากากทอง/ยอดมนุษย์(อุตราแมนในปัจจุบัน)/หุ่นยักษ์โรโบะ/ หุ่นอภินิหาร/ กาโม่มนุษย์กายสิทธิ์ จนแม่ที่บ้านทนไม่ไหวที่เห็นลูกของตนเองชอบไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของคนอื่นและกลับบ้านดึกทำให้เสียการเรียน จนบางคืนกับพี่อ๋อยต้องแอบนอนกันบนรถที่คุณพ่อนำรถจากที่ทำงานมาจอดที่บ้านโดยใช้กระสอบป่านเป็นผ้าห่มคันน่าดูเหมือนกัน

หลังจากนั้นไม่นานคุณแม่ก็ซื้อโทรทัศน์ขนาด 20” ของบริษัทซิงเกอร์แบบมีขาตั้ง 4 ขา ปัจจุบันคงจะหายไปจากประเทศไทยแล้ว สมัยนั้นจำได้ว่ามีละครที่ติดตามน่าดู เช่น พระลักษณะวงศ์(นำแสดงโดย ภัลลภ พรพิษณุ/เยาวเรศ  นิสากร) /ยอพระกลิ่น(2512)-มลฤดี ยมาภัย(ในวัย 7 ขวบ)/ นางสิบสอง(พระรถ-เมรี) /พระสุธน-มโนราห์ /ฝนสามฤดู(2517)-นรา นพนิรันดร์-ชัย ราชพงษ์ /โกมินทร์(2518)-ไพโรจน์ สังวริบุตร /พระทิณวงศ์(2518)/บัวแก้วบัวทอง(2519)-จตุพล ภูอภิรมย์ /แก้วหน้าม้า(2520)-ปริญญา มิตรสุวรรณ-ปริศนา วงศ์ศิริ /พระอภัยมณี/ หุ่นไล่กา/ ซันชิโร่ยอดยูโด (น่าจะปี 2514)/พิภพมักจุราช /ไอ้มดแดงภาคที่ 1(ทาเกชิ)  

หนังการ์ตูนรุ่นแรกๆ ตอนที่พ่อเด็กๆ ที่จำได้ประกอบด้วย

1. เรื่องหน้ากากทอง      ไม่สามารถหาภาพให้ดูได้

2. เรื่องยอดมนุษย์ ปี 2511

3. เรื่องหุ่นยักษ์โรโบะ

4. เรื่องหุ่นอภินิหาร

5. เรื่องซันชิโร่ยอดยูโด

6. เรื่องหน้ากากเสือ

7. เรื่องยอดมนุษย์หมายเลข 7

8. เรื่องกาโม่มนุษย์กายสิทธิ์

9. เรื่องไอ้มดแดงอาละวาด

10. มนุษย์คอมพิวเตอร์

11. หน้ากากสิงห์

12. นิจจาฮาราชิ

13. จัมโบ้ A

 

ช่วงงานประกวดพุ่มผ้าป่าและงานชักพระหรืองานเดือน 11 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจัดขึ้นทุกปีนั้น จำได้ว่าทุกเช้ามืดของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทุกปีคุณแม่จะชวนผมไปตลาดกับคุณแม่ทุกเช้าตอนตี 4 เพื่อต้องการให้เราไปดูการประกวดพุ่มผ้าป่าที่จัดขึ้นในตัวเมือง

สุราษฎร์ธานีที่จัดได้อย่างสวยงามโดยมีทั้งส่วนราชการ/โรงเรียน/ภาคเอกชน/ประชาชน/ธนาคารจัดทำพุ่มผ้าป่าประกวด ซึ่งจะเน้นรูปแบบการประกวดเป็นประวัติของพระพุทธเจ้าในอดีตพุทธกาล แต่สิ่งที่แปลงมากก็คือแต่ละซุ้มจะนำต้นไม้ 2 ประเภท ประกอบด้วย 1.ต้นเสม็ด 2.ต้นสนป่า มาใช้ในการจัดรูปแบบของงาน ซึ่งเมื่อเราเดินเข้าไปอยู่ในบริเวณซุ้มงานจะได้กลิ่นหอมของต้นไม้ทั้ง 2 ประเภทหอมเหมือนเราอยู่ในป่าหิมพานต์  ตลาดสดของตัวเมืองสุราษฎร์ฯ จะเป็นไม้ชั้นเดียว

ที่พอจะจำได้ติดด้านหน้าถนนจะเป็นล๊อกขายผลไม้/ขนม/ของใช้ ถัดไปจะขายเป็นพวกของแห้ง ถัดลึกไปอีกจะเป็นล๊อกขายผักผสมการขายปลาทะเลและปลาน้ำจืด ถัดลึกไปอีกสุดท้ายของตลาดจะเป็นล๊อกขายพวกเนื้อหมู นี่คือสิ่งที่เห็นและไปบ่อยเป็นประจำ คุณแม่จะสอนอยู่เสมอว่าการไปจ่ายตลาดนั้นให้เราเลือกดูร้านที่ขายของสดและเป็นลูกค้าประจำ เพื่อสะดวกในการซื้อจะได้รวดเร็วขึ้น โดยให้เริ่มจากหลังสุดขยับมาถึงหน้าสุดจะทำให้เราไม่ต้องถือสิ่งของให้หนักมือ

 

                   เมื่อพูดถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็อยากจะเล่าให้อ่านบ้างเท่าที่จำได้เพราะเราเติบโตมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันตัวเมืองสุราษฎร์ธานีได้เปลี่ยนไปมาก จะเริ่มจากที่บ้านของตนเองย้อนเข้าไปตัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี บ้านผมอยู่กิโลเมตรที่ 6 เรียกว่าปากทางรถจิ๊บ ถนนเป็นถนน 2 เลน ย้อนขึ้นประมาณ 1 กิโลเมตร(กม.5) ก็จะเป็นบริเวณวัดประดู่มีทางเข้าวัดประดู่ ย้อนขึ้นไปอีก 1 กม. ก็จะเป็นชุมชนโกเตง ถัดไปก็จะเป็นท่ากูบ ข้ามสะพานไปเลี้ยวซ้ายไม่มีถนนตัดในสมัยนั้นด้านขวาจะเป็นพื้นที่ต่ำแหล่งรับน้ำ ส่วนด้านขวาจะเป็นสระหนองบัว มีทั้งบัวตูมและบัวแดง ถัดไปก็จะเป็น กม. 3 ทางขวามือก็จะเป็นเส้นทางเข้าไปหมู่บ้าน/ชุมชน ถัดขึ้นไปเป็นวัดกลางใหม่ ถัดไปประมาณ กม.2 ก็จะเป็นโรงพยาบาลซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลเก่าพื้นเป็นพื้นไม้เวลาเดินก็จะมีเสียงนิดหน่วย ถัดไปอีกที่ กม.1 จะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำตาปี เข้าสู่เขตในเมืองสุราษฎร์ฯ โดยผ่านสี่แยกวัดโพธิ์ แยกด้านซ้ายมือจะไปริมแม่น้ำตาปี แยกขวามือจะไปวัดโพธิ์ ทะลุไปอีกหน่อยก็จะเป็นพื้นที่ป่าช้าเก็บศพ ถัดไปก็จะเป็นป่า ย้อนกลับมาตรง 4 แยก ตรงไปผ่านปั้มน้ำมัน ผ่านหอประชุมของ อบจ. ผ่านสนามกีฬาเทนนิส ตรงไปเลื่อยๆ ซ้ายมือน่าจะเป็นโรงไม้หรือโรงเลื่อยไม้ไม่แน่ใจ ตรงไปจนถึงสามแยกจะเป็นที่ว่าการอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ตรงไปซ้ายมือเป็นจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรงไปเป็นบ้านพักตำรวจยังไม่มีแฟลตตำรวจ ตรงไปซ้ายมือเป็นที่ทำการ อบจ. ตรงสามแยกซ้ายมือมีศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังเก่าเหมือนกับของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ต่อมาปี 2526 โดนวางระเบิดเสียหายทั้งหลัง) ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุราษฎร์ธานี จำได้ว่าตอนเด็กหลังเลิกเรียนจากโรงเรียนมานิตานุเคราะห์ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดฯ ผมจะชอบไปเดินเล่นที่ศาลากลาง เพราะศาลากลางพื้นจะเป็นพื้นไม้ เวลาเดินจะมีเสียงดังแปลกดี เลี้ยวขวามาตรงซ้ายมือเป็นโรงเรียนมานิตานุเคราะห์ อาคารเป็นหลังไม้ทั้งหลัง ตรงไปก็จะเป็นสามแยกออมสิน ไม่ทราบว่าทำไมเขาเรียกว่าสามแยกออมสิน ตรงไปขวาประมาณ 200 เมตร ขวามือจะเป็นโรงเรียนอินทรพิชัย (ปัจจุบันได้ยุบเลิกไปแล้ว) ตรงไปอีกประมาณ 200 เมตร แยกขวามือถนนตัดตรงไปตัดกับแยกของบริเวณวัดโพธิ์ ย้อนกลับมาแล้วตรงไปเป็นเส้นทางโค้งนิดๆ ซ้ายมือจะเป็นดินว่างเปล่ายังไม่มีตึกสลับกับบ้านของผู้คนประปลายจนถึงสี่แยกจำชื่อสี่แยกไม่ได้ถ้าจำได้จะมาเขียนให้ ขวามือตรงสี่แยกจะเป็นอนามัย แยกซ้ายมือตรงไปสี่แยก………….จาก 4 แยกตรงไปถัดจากอนามัยประมาณ 300 เมตร ก็จะเป็นเรือนจำประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ซ้ายมือจะเป็นบ้านพักของราชการบางส่วน ถัดจากเรือนจำตรงไปขวามือก็จะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซ้ายมือก็จะเป็นโรงการช่างประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี

(ปัจจุบันน่าจะเป็นวิทยาลัยเทคนิคฯ) ถัดไปจากโรงเรียนสุราษฎร์ธานี ก็จะเป็นสนามกีฬาประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี) ตรงไปอีกประมาณ 100 กว่าเมตร ก็จะเป็น 4 แยกแสงเพชร ซ้ายมือก็จะเป็นถนนไปสู่อำเภอบ้านนาสาร ตรงไปประมาณ 6-7 กม. ก็จะเป็นค่ายทหาร ถนน 4แยกแสงเพชรซ้ายมือตรงไปเข้าสู่ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี นี่คือสิ่งที่พ่ออยากเล่าให้อ่านเพียงเล็กน้อยในส่วนนี้ก่อน ถ้ามีเวลาและพอคิดอะไรได้พ่อจะเล่าให้อีกในอนาคต

 

 

ตอนที่ 2

กว่าจะมีตัวตนเป็นลูกเอมมี่ของพ่อ…

 

 

 

                 ลูกเอมรู้ไหมว่ากว่าที่จะเป็นรูปเป็นร่างกายให้ลูกเอมได้นั้น มันมีปัญหาอุปสรรคมากมายถ้าพ่อกับแม่สามารถให้กำเนิดลูกได้ตั้งแต่ปี 2535 ชีวิต ณ วันนี้คงจะไม่ใช่เป็นลูกเอม แต่เป็นใครหน้าตาอย่างไรนั้นพ่อกับแม่ก็ตอบไม่ได้ กว่าจะมีตัวตนให้กำเนิดลูกเอมได้นั้นต้องใช้ระยะเวลาเกือบ 7 ปี จนบางครั้งพ่อกับแม่เริ่มท้อแท้ในสิ่งที่อยากได้ แต่มันมีปัญหามากปัญหานั้นมันเกิดกับตัวพ่อ ที่ร่างกายสุขภาพไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ทั้งๆ ที่เป็นนักกีฬาออกกำลังกายทุกวันในสมัยนั้น แต่มีปัญหาสุขภาพเปรียบเสมือนหนึ่งในล้านคนเลยทีเดียว ตอนที่ยังไม่กำเนิดลูกเอม พ่อกับแม่ตะเวรไปทั่วประเทศไทย ไม่ว่าวัดที่ไหนเขาว่าศักดิ์สิทธิ์ไปบนแล้วจะได้ลูกไปมาหมด แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ขนาดไปหาหมอมือหนึ่งของโรงพยาบาลจุฬาที่กรุงเทพฯ ทำเด็กหลอดแก้วก็แล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าในช่วงนั้นทำสำเร็จเขาก็จะเป็นพี่ๆ ของลูกเอม เมื่อถึงตอนนั้นพ่อกับแม่ก็อาจจะไม่มีลูกเอมในวันนี้ 

 

         ปี พ.ศ. 2541 เป็นปีที่แม่อ้อมตั้งท้องลูกเอม ลูกรู้ไหมว่าพ่อกับแม่ดีใจขนาดไหนพอรู้ว่าตั้งท้องจะมีลูกกับเขาแล้วซึ่งรอมาถึง 7 ปีกว่า เสร็จแล้วยังต้องรอลุ้นกันอีกกว่าจะคลอดได้ คิดแต่ว่าเอ้หน้าตาของลูกเราจะเป็นอย่างไร ครบบริบูรณ์หรือเปล่า เป็นสิ่งที่ท้าทายมากตอนนั้น ต้องระมัดระวังสุขภาพของแม่เป็นพิเศษ ช่วงเดือนธันวาคม 2541 นั้น ซึ่งแม่อ้อมใกล้จะคลอดลูกเอมแล้ว รู้หรือเปล่ามันตื่นเต้นขนาดไหน ในระหว่างที่ลูกเอมอยู่ในท้องแม่ บางครั้งพ่อก็หยอกล้อเล่นกับลูกเอม ตอนที่ลูกเอมอยู่ในท้องแม่ บางครั้งลูกเอมก็ถีบใส่มือพ่อหลายครั้งตอนอยู่ในท้องแม่ วันที่แม่อ้อมใกล้จะคลอดลูกเอมบังเอิญพ่อต้องไปเข้ารับการฝึกอบรมเป็นพัฒนากรก่อนประจำการ รุ่นที่ 71 ที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาจังหวัดนครนายก พ่อไม่สามารถกลับมาดูแลแม่ที่ใกล้จะคลอดลูกเอมได้ จนพ่อต้องรบกวนน้าผ่อง (ปัจจุบันได้เสียไปแล้วเมื่อปี 2543) ซึ่งน้าผ่องเป็นคนที่นิสัยดีและเป็นเพื่อนที่ดีคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2541 แม่อ้อมได้คลอดลูกเอมที่โรงพยาบาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งพ่อได้กลับมาดูหน้าลูกเอมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541

ในระหว่างที่แม่อ้อมคลอดลูกเอมใหม่ๆ นั้น พ่อก็ไม่ค่อยได้นอนเต็มที่เท่าไหร่เพราะตลอดทั้งวันทั้งคืนจะต้องคอยดูแลสุขภาพแม่อ้อม ไหนจะต้องดูแลงานบ้าน ไหนจะต้องดูแลลูกเอมทั้งเวลาหลับและเวลาตื่น 20 วันแรกแม่อ้อมจะทำอะไรไม่ค่อยได้เนื่องจากสุขภาพของคนเป็นแม่ที่คลอดลูกใหม่ๆ จะไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร สุขภาพของลูกเอมแข็งแรง น้ำหนังประมาณสามพันกว่ากรัม ซึ่งเป็นเด็กที่มีน้ำหนักมากเหมือนกันกับเด็กที่คลอดโดยปกติทั่วไป

 

                   ตอนลูกเอมอายุได้ประมาณ 3 เดือน ซึ่งเป็นเดือนมีนาคม 2542  พ่อกับแม่ก็ได้พาลูกเอมไปให้ปู่กับย่าเห็นหน้าตา และตัดผลให้ลูกเอมด้วยที่บ้านที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คุณปู่กับคุณย่าเป็นผู้ตัดเส้นผลของเอมและให้พรกับลูกเอม ถือว่าลูกเอมเป็นลูกที่โชคดีที่เจอคุณปู่ หลังจากนั้น 4 ปี คุณปู่ก็เสียชีวิตด้วยโรคระบบเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2545 ก่อนที่น้องอาร์ตจะเกิดมาดูโลก

                  จากนั้นครอบครัวเรากับครอบครัวน้าสุวิทย์และน้าทุเรียน เราไปเที่ยวที่เขื่อนรัชประภา ที่อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นเขื่อนที่มีทิวทัศน์สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยเพื่อถ่ายภาพไว้ ว่าครั้งหนึ่งพ่อกับแม่ได้นำพาลูกเอมซึ่งอายุได้ 3 เดือน มาถ่ายภาพ ณ ที่แห่งนี้ เดือนมีนาคม 2542

จากนั้นครอบครัวเรากับครอบครัวน้าสุวิทย์และน้าทุเรียน พวกเราก็เดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตต่อ ที่ริมชายหาดป่าตอง มีฝรั่งชาวต่างชาติเขาขออุ้มลูกเอม

               

จากนั้นครอบครัวเรากับครอบครัวน้าสุวิทย์และน้าทุเรียน พวกเราก็เดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดพัทลุง เพื่อพาลูกไปเยี่ยมลุงจรูญ  ซึ่งเปรียบเสมือนญาติของพ่อกับแม่ เมื่อสมัยที่อยู่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งลุงจรูญ จะทำงานอยู่ที่สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์ที่ทำงานที่เดียวกับแม่ของลูกเอม พวกเราข้ามไปเขตพื้นที่ฝั่งประเทศมาเลเซีย ไปเที่ยวเขตปลอดภาษีของประเทศมาเลเซีย ที่อยู่ติดชายแดนใต้จังหวัดสงขลา

 

 

 

 

 

 

Music of the Month

My Best Friends

My Beloved Friends

เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ล

เลือกตามเดือน

Click by your choices

Jaoying resists.

วันเดือนปี

May 2018
S M T W T F S
« Apr    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

เพื่อนรัก

%d bloggers like this: