On My Days & In My Mind (by Rungaroon Plintron)

เล่าสู่กันฟังในวันว่างๆ (โดย รุ่งอรุณ ผลินธร)

“วันสู่ฟ้าเสรี” (ตัวอย่างผลงานแปลของร.ผลินธร)

“วันสู่ฟ้าเสรี”      (จากเรื่องเดิม “สะตีล อะเวย์ โฮม”)

                 แปลถอดความโดย…รุ่งอรุณ  ผลินธร

 บทที่๑

                     ผมเกิดในเรือนทาสเมืองเชตเตอร์ฟิลล์  รัฐแคโรไลน่า ก่อนนั้นพวกเราใช้ชีวิตและเติบโตมาในแวดวงของชาวทาสทั้งหลายที่ใช้แรงงานอยู่กับนายของเรา ผมจำได้ว่าการหนีออกจากความเป็นทาสของพวกเราเริ่มต้นในค่ำวันอาทิตย์ เดือนพฤษภาคม ปี1853 ผมยังจำเหตุการณ์ได้ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง…

                   วันนั้นอากาศอบอุ่นสบาย ลมพัดพากลิ่นหอมของดอกฮันนี่ซัคเกิ้ลเข้ามาในกระท่อมของเราขณะที่แม่กำลังวุ่นกับการจัดข้าวของต่างๆ   โอบาเดีย (หรือเรียกสั้นๆว่าโอบี้)น้องชายของผมนั่งอยู่ข้างๆผมที่หน้าประตูกระท่อม พวกเราเพิ่งกลับจากโบสถ์วันอาทิตย์ ซึ่งหลังจากหลวงพ่อสวดเสร็จพวกเราก็ร่วมวงกินซุปใสๆกับแป้งแผ่นทอดด้วยกันท่ามกลางแสงตะวันยามบ่าย  แต่แม่ไม่ได้ไปเพราะต้องดูแลน้องสาวคนเล็กของผมป่วยซึ่งเธอป่วยแบบออดๆแอดๆ ไม่เคยหายขาดสักที

                    แม่คงอยากทดสอบว่าพวกเราเรียนรู้อะไรจากที่ไปประชุม ก็ถามขึ้นว่า

                    “เอโมส จำบทสวดอะไรได้บ้างล่ะ?”  ผมตอบแม่จากเท่าที่จำได้สักสามหรือสี่ข้อนี่ล่ะครับ

                     “แล้ว โอบี้ล่ะลูก หลวงพ่อท่านสอนว่าอะไรบ้าง” แม่หันไปถามโอบี้บ้าง

ผมรู้ว่าตลอดเวลาในที่ประชุม โอบี้ไม่ได้ตั้งใจฟังหลวงพ่อสวดหรอก เขาเล่นยุกๆยิกๆให้ผมรำคาญตลอดเลยครับ ผมคิดว่าโอบี้คงไม่มีคำตอบให้แม่ เลยพยายามช่วยตอบแม่แทนน้อง

                    “เรื่องเกี่ยวกับเอเบล แล้วก็โนอาและอับบราฮัมที่พวกเขามีความศรัทธาเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้าครับ” ผมตอบเบาๆ แต่เจ้าโอบี้กลับทำให้ผมประหลาดใจอย่างยิ่ง โอบี้คงตั้งใจฟังและจดจำคำสอนของหลวงพ่อได้แทบทุกคำ เขาเอามาถ่ายทอดให้แม่ฟังว่า

                   “อับบราฮัมออกเดินทางตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า โดยที่เขาไม่รู้ว่า…” โอบี้หันมายิ้มให้แม่  ซึ่งผมเห็นใบหน้าผิวสีคล้ำรูปเรียวยาวของแม่มีรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

                    “แล้วแม่รู้ไหมครับว่า หลังจากการประชุมโบสถ์แล้ว หลวงพ่อเพนทริคท่านเดินออกมาแถวนี้ด้วย เพื่อแวะเยี่ยมบางคน แล้วก็…”   โอบี้หยุดชะงัก พวกเราสองคนยืนตะลึงเมื่อเห็นศรีษะที่มีผมสีขาวของหลวงพ่อโผล่มาที่มุมกระท่อมของเรา ท่านเป็นไอดอลที่พวกเราใฝ่ฝันอยากเป็นอย่างท่านเหลือเกิน มีอิสระ สามารถอ่านและเขียนได้ แถมท่านยังมีรถม้าที่บรรทุกหม้อกะทะออกเดินทางไปขายตามเมืองต่างๆได้อีกด้วย    พวกคนขาวเรียกหลวงพ่อว่า”นักคิด”  แต่สำหรับพวกเราท่านคือหลวงพ่อ

                    “ตอนประชุมที่โบสถ์ ฉันเห็นพวกเธอสองคน ใช่หรือเปล่า?” หลวงพ่อถามเราสองคนพยักหน้ารับ หวังเหลือเกินว่าท่านคงไม่มาบอกแม่เรื่องโอดี้ ไม่ได้สนใจฟังคำสวดของท่านในโบสถ์

                     “ฉันเคยรู้จักพ่อของพวกเธอหรือเปล่านะ?”

ผมสั่นหน้าก่อนตอบ”ไม่หรอกครับท่าน” จากนั้นเจ้าโอบี้ก็อธิบายให้หลวงพ่อฟังต่อว่า

                      “พ่อพวกเราไม่ได้อยู่ที่นี่ห้าปีกว่าแล้วครับ พ่อเป็นทาสของครอบครัวมาสเตอร์สมิท แต่พวกเขาก็ย้ายครอบครัวและพาพ่อไปอยู่ที่แมรี่แลนด์ตั้งแต่พวกเรายังเด็กมากครับ”

                      แม่เดินเข้ามาสมทบร่วมวงกับพวกเรา  หลวงพ่อหันมองแม่คล้ายกับว่าไม่เชื่อสายตาของท่าน

                     “เธอเป็นภรรยาของเฮนรี่ที่เคยรับจ้างทำงานช่างไม้ใช่ไหม?”หลวงพ่อถามแม่

                     “ใช่ค่ะท่าน” แม่ตอบ “ดิฉันเป็นภรรยาของเฮนรี่ ทาสชายที่ย้ายไปกับครอบครัวสมิทค่ะ เขาจากพวกเราไปตั้งแต่ลูกสาวคนเล็กของเราเพิ่งเกิด อย่างที่ลูกชายดิฉันเรียนให้ท่านทราบค่ะ”

                       “ฉันเคยรู้จักเขานิดหน่อยนะ” หลวงพ่อเล่า ก่อนที่ท่านจะทำท่ามองซ้ายขวาและเบาเสียงพูดลงว่า “ขออนุญาตให้ฉันเข้าไปข้างในกระท่อมได้ไหม?”

                        แม่มองหลวงพ่ออย่างแปลกใจยิ่ง แต่แม่ก็ถอยหลังเข้าไปในกระท่อม แล้วพวกเราทั้งหมดก็เดินตามแม่เข้าไป  หลวงพ่อเข้าไปยืนห่างจากประตู ก่อนจะดึงหมวกของท่านออก แล้วพลิกขึ้น หยิบแผ่นกระดาษที่พับเล็กๆออกมายื่นให้กับแม่  

                         “จดหมายของเฮนรี่ เขาฝากฉันมาให้เธอ” หลวงพ่อบอกแม่ “ฉันพยายามติดตามหากระท่อมของพวกเธอ เพื่อให้แน่ใจก่อนว่าส่งถูกคนและจะไม่มีใครสงสัย”

                           แม่มองกระดาษที่มีรอยพับยับยู่ยี่แผ่นนั้นสักครู่ ไม่มีแววตื่นเต้นจากใบหน้าของแม่ แต่พวกเรามองเห็นมือของแม่สั่นระริกขณะที่ยื่นกระดาษพับแผ่นนั้นกลับคืนหลวงพ่อ     

                        “ดิฉันอ่านไม่ออกค่ะหลวงพ่อ” แม่พูดเสียงแผ่วเครือ

                         หลวงพ่อขยับไปยืนใกล้ประตูกระท่อมเพื่อให้ได้แสงสว่างจากข้างนอก ในขณะเดียวกันท่านก็พยายามหลบไม่ให้คนข้างนอกมองเห็นท่านด้วย ดูเหมือนท่านจะลังเลที่จะเปิดออกอ่าน แต่ก็จำเป็นต้องอ่าน

                         “เมียสุดที่รักของฉัน ต้องขอโทษด้วยที่นานแล้วฉันไม่ได้เขียนจดหมายส่งข่าวเลย เพราะฉันไม่สามารถส่งมาทางไปรษณีย์ได้”

โอบี้พูดเสียงตื่นเต้นขึ้นทันทีว่า”ผมจำได้ครับว่าพ่อไม่ต้องการส่งจดหมายผ่านทางมิสเตอร์บริคเกอร์”  แต่แม่บอกโอบี้ด้วยน้ำเสียงดุๆว่า “เงียบๆโอบี้!” ในขณะเดียวกันหลวงพ่อทำท่าชี้นิ้วแตะริมฝีปากของท่านเหมือนเตือนให้ เงียบด้วยเช่นกัน แล้วท่านก็อ่านข้อความในจดหมายต่อไป..

                          “มาสเตอร์สมิทป่วยและตายเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ท่านระบุไว้ในพินัยกรรมของท่านให้ปล่อยฉันเป็นอิสระด้วย ฉันก็เลยเดินทางต่อไปทางเหนือ เลี้ยงตัวเองด้วยอาชีพช่างไม้ ไปอาศัยอยู่ที่เมืองเล็กๆชื่อเล็มฮอร์นใกล้ๆกับเมืองฟิลาเดเฟีย แถวนั้นมีงานก่อสร้างหลายแห่ง ฉันก็เลยมีงานทำตลอดและเก็บเงินไว้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะฉันหวังว่าอีกสี่ปีข้างหน้า หรืออาจจะเร็วกว่านั้น ฉันจะมีเงินมากพอที่จะเสนอให้มิสเตอร์บริคเกอร์ ปล่อยตัวเธอและซอลลี่ลูกสาวคนเล็กของเรากลับมาอยู่รวมครอบครัวกันอีกครั้ง  ฉันอยากให้เอโมสกับโอบี้เดินทางไปอยู่ช่วยทำงานกับฉัน ขอพระเจ้าทรงอวยพรและปกป้องคุ้มครองเธอและลูก ด้วยรักยิ่ง จากสามีสุดที่รักของเธอ”….                                                    

 

(Clipart credit “Pixabay”    Thank you very much.)

                         

                           …..ทุกคนนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ในที่สุดแม่ก็พูดขึ้นเบาๆว่า “สี่ปี” ผมไม่รู้ว่าแม่กำลังเสียใจหรือดีใจกันแน่

                          “แล้วพวกผมล่ะครับแม่?” โอบี้พูดขึ้น “พ่อพูดถึงแต่แม่กับน้องซอลลี่ แล้วพวกผมสองคนล่ะครับ?” เสียงโอบี้คล้ายกับจะร้องไห้ ผมเลยรีบพูดปลอบน้องทันที

                            “โอบี้ พ่อก็พูดนะว่าอยากให้พวกเราสองคนไปอยู่ช่วยงานกับพ่อ แต่พ่อยังไม่มีเงินพอสำหรับพวกเราทั้งสี่คน พ่ออยากให้แม่ไปอยู่มากที่สุด แล้วนายก็คงจะขายน้องซอลลี่ในราคาถูกๆ เพราะสุขภาพของน้องไม่แข็งแรง”

ดูเหมือนเจ้าโอบี้ตื่นเต้นเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า”บางทีพ่ออยากให้พวกเราพากันหนีไปหาพ่อที่ทางเหนือนะ “

ผมกับแม่ต้องช่วยกันดุและปรามโอบี้ให้เงียบๆ  แต่หลวงพ่อพูดขึ้นช้าๆว่า..

                               “นั่นแหละคือสิ่งที่พ่อของพวกเธอต้องการ”

พวกเราตกตะลึงจ้องมองหลวงพ่อทันทีที่ท่านพูดจบ เจ้าโอบี้เท่านั้นที่ดูเหมือนประหลาดใจและดีใจความคิดและสิ่งที่ตัวเองพูดนั้น หลวงพ่อท่านรับรองและเห็นด้วย แล้วหลวงพ่อก็พูดต่อ..
“พ่อของเธอไม่ต้องการบอกตรงๆในสิ่งที่เขาคิด เพราะเขารู้ว่าพวกเธออยู่ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องตลอดเวลา แม้แต่จดหมายของฉันเอง ยังต้องผ่านการตรวจจากนายไปรษณีย์ ก่อนส่งถึงมือฉัน  แต่ก็นั่นล่ะนะที่พ่อเธอปรารถนาที่สุดคือให้เอมอสและโอบี้ไปอยู่ช่วยงานเขาที่นั่น เห็นไหม? ว่าข้อความที่บอกไว้ตรงนี้เน้นด้วยสีดำและตัวใหญ่กว่าข้อความส่วนอื่นๆในจดหมาย เป็นการบ่งบอกถึงความนัยพิเศษที่ซ่อนไว้”

                                 “แต่หลวงพ่อคะ ทั้งสองคนยังเด็กมาก” แม่กระซิบเบาๆ “เอโมสแค่สิบสองปี โอบี้แค่เก้าปี แล้วทั้งสองยังเป็นเด็กผอมแกร็นกว่าเด็กที่อายุเท่าๆกันอีกด้วย”

                                   หลวงพ่อมองพวกเราและเอามือนวดที่ศรีษะของท่านเอง แล้วพูดว่า

                                   “ฉันเชื่อว่าเด็กทั้งสองคนทำงานหนัก และต้องผ่านพ้นได้”

พวกเราพยักหน้ารับ พวกเราจำเป็นต้องรู้งานและต้องทำงาน ในขณะที่ทาสคนอื่นๆที่เขาก็เริ่มทำงานกันตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงบ่ายภายในนิคมทาสของมาสเตอร์บริ๊คเกอร์  หลวงพ่อพูดต่อไป

                                    “เด็กสองคนจะต้องไม่ย้อนกลับมาที่นี่”

                                     “ไม่หรอกค่ะหลวงพ่อ” แม่ตอบท่าน “พวกเขาสองคนต้องช่วยดูแลพ่อเขาได้ค่ะ เอโมสมีความรอบคอบระมัดระวังเท่าที่เด็กวัยนี้จะทำได้ เขาทำหน้าที่ผู้ชายของบ้านได้อย่างดีมาห้าปีแล้ว ส่วนโอบี้…” แม่ยิ้มเล็กน้อย”เขารู้จักพูดเอาตัวรอดได้ค่ะท่าน”     เจ้าโอบี้ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างตื่นเต้นสุดๆ”แม่ครับ พวกเราทำได้ครับ” โอบี้คุยต่อ”ผมกับเอมอสเป็นนักเดินทางที่ทรหด จำได้ไหมครับคริสต์มาสปีก่อนพวกเราเดินไปเมืองเซียร์วิลและเดินกลับ อย่างน้อยระยะทางราวๆสิบสองไมล์ พวกเราไม่เหนื่อยกันเลยครับ พวกเราสามารถทำได้อีกนะครับแม่”                                

                   “พวกเราอยากลองอีกครับแม่”   ผมรีบสนับสนุนและออกท่าทางให้ดูกล้าหาญมากกว่าความรู้สึกที่แท้จริง

                     แม่มองหลวงพ่อ แล้วส่ายหน้า “แต่คราวนี้ระยะทางเป็นร้อยๆกว่าไมล์ ดิฉันเองก็ไม่รู้ว่าระยะทางจริงไกลเท่าไหร่  แล้วเด็กทั้งคู่ก็ไม่รู้ทางอีกด้วยค่ะ”

                      พวกเรายอมรับว่าแม่พูดเป็นเรื่องจริง เพราะพวกเราก็อยู่แต่ภายในรัฐแคโรไลน่าใต้ รู้แค่ว่าทางไปแคโรไลน่าเหนือ ต้องผ่านจากเมืองเซียร์วิวไปหน่อย แต่ฟิลาเดฟียล่ะ  อยู่ตรงไหนกัน?  พวกเรารู้แค่ว่าต้องเดินทางไปทางทิศเหนือ แล้วก็ไกลมากด้วย  แต่หลวงพ่อท่านดูเหมือนจะไม่มีทีท่ากังวลในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

                        “จะมีคนกลุ่มหนึ่งคอยช่วยเด็กทั้งสองไปตลอดระยะการเดินทาง” ท่านบอก “ฉันจะส่งทั้งสองคนไปทางรถไฟใต้ดิน”

                          “อะไรนะคะ?”

                         “ทางรถไฟใต้ดิน” หลวงพ่ออธิบายว่า พวกเราอาจจะยังไม่เข้าใจว่าคำนี้มีความหมายอะไรสำหรับเรา แต่เดี๋ยวก็จะรู้เองทีหลังว่าสำคัญอย่างไร   คำว่า “ทางรถไฟใต้ดิน”นั้นหมายถึงคนกลุ่มหนึ่งแอบซ่อนตัวคอยช่วยเหลือทาสที่หลบหนีจากนิคมทาสของนายทาสต่างๆ แล้วพาไปยัง”สถานีหน้า”ทางทิศเหนือเพื่อการเป็นอิสระภาพ หลวงพ่ออธิบายจบ แม่ก็ยังส่ายหน้าและกังวลถึงความเป็นเด็กของเราสองคน แต่ผมรู้ทันทีว่าพวกเราจะต้องไปแน่นอน

                           “เธอยังไม่ต้องตัดสินใจอะไรตอนนี้หรอกนะ” หลวงพ่อสรุปตอนท้าย “แต่ถ้าเธอตัดสินใจล่ะก็ สิ่งที่เธอจะต้องทำคือ ต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนว่า*วันที่ 4กรกฎาคม มาสเตอร์บริกเกอร์จะปล่อยให้ทุกคนหยุดงานหรือเปล่า?”

(*4กรกฎาคม คือวันประกาศอิสระภาพของประเทศอเมริกาออกจากการปกครองของอังกฤษ) 

 พวกเราทุกคนพยักหน้ารับ

 

                              “ดีล่ะ,  4กรกฎาคมปีนี้ตรงกับวันจันทร์  หากพวกเธอหลบหนีออกไปได้ในคืนวันเสาร์ หรือเช้าวันอาทิตย์ เธอจะมีเวลาสองวันเริ่มต้นก่อนที่ใครจะสังเกตว่าเธอหายไป พวกเธอควรเดินไปทางสะพานใหม่ที่ข้ามแม่น้ำปีดีนะ ฉันจำได้ว่าระยะทางไม่เกินยี่สิบห้าไมล์ จะไม่มีใครเห็นเธอ แล้ววันที่5 ฉันจะบรรทุกของใส่รถม้าลากเดินทางตามพวกเธอไป ฉันจะหยุดพักใกล้ๆสะพาน ไปตักน้ำมา เมื่อไรที่เธอได้ยินฉันร้องเพลง จะเป็นสัญญาณว่าทุกอย่างปลอดภัย เธอก็ออกมาจากใต้สะพาน รีบเข้าไปในรถม้าของฉันเลยนะ ฉันจะพาพวกเธอไปไกลที่สุดได้แค่เมืองราเลจ จะมีคนมารับพวกเธอไปต่อที่”รถไฟใต้ดิน”

                             “แล้วแม่ของผมล่ะครับท่าน?  ถ้าพวกเราสองคนหนีไป มาสเตอร์บริคเก้อร์ก็จะเอาผิดกับแม่นะครับ” ผมสงสัย

                              แม่วางวงแขนโอบกอดผมไว้ แล้วพูดว่า “ถ้าลูกของแม่ได้เป็นอิสระ มาสเตอร์บริกเกอร์ก็ไม่สามารถทำอะไรให้แม่เจ็บปวดได้หรอกลูก”

                                “นอกจากนี้นะ” หลวงพ่อเสริมขึ้น “เธอจะต้องทำยังไงก็ได้ ที่จะไม่ให้นายของเธอรู้เรื่องนี้ อาจจะบอกว่าลูกเธอหนีไป หรือถูกขโมยไป หรือจมน้ำตาย หรืออะไรก็ได้เพื่อกลบเกลือนไว้” 

                                 “แม่ให้เราสองคนไปได้ใช่ไหมครับ?” โอบี้วิงวอน

                                  “ขอเวลาแม่คิดก่อนเถอะลูก” แม่ตอบอย่างไม่มั่นใจนัก “ระยะทางก็ไกล ลูกทั้งสองก็ยังเด็กมาก” แล้วแม่ก็หันไปทางหลวงพ่อ ถามขึ้นว่า “ท่านจะกรุณารับทั้งสองคนก่อนถึงสะพานได้ไหมคะ?” หลวงพ่อส่ายหน้า “ฉันไม่อยากเสี่ยงในสถานที่ที่ไม่มีคนผิวดำ เพราะพวกคนขาวจะต้องสงสัยแน่นอน แล้วฉันก็จะไม่มีโอกาสช่วยได้เต็มที่” จากนั้นหลวงพ่อบอกให้ผมไปดูข้างนอกเพื่อดูว่าปลอดคนหรือยัง พอที่จะปลอดภัยให้ท่านเดินกลับออกไปได้หรือเปล่า ผมบอกท่านว่าทุกอย่างปลอดภัยแล้วและบอกเส้นทางลัดที่จะตัดออกไปถนนใหญ่ มีสถานที่ที่ท่านจะกางเต้นท์พักได้ ก่อนลาจากกันหลวงพ่อวางมือบนไหล่ของผมพูดขี้นว่า “ฉันจะไปรับเธอใกล้สะพานปีดีใหม่ ในวันที่5นี้นะ”

                                   ผมเดินช้าๆกลับกระท่อม ในทันใดนั้นผมก็เกิดความคิดใหม่ขึ้นในหัวและความรู้สึกใหม่ๆก็เกิดขึ้นในใจผม ทุกอย่างแปลกใหม่ เร้าใจและน่าตื่นเต้นเหลือเกิน เสียงพวกทาสร้องเพลงหลังกระท่อมเหมือนที่เคยทำประจำทุกคืนวันอาทิตย์ แม้ว่ายังมืดมน ผมกลับรู้สึกว่ามีสิ่งลี้ลับบางอย่างกำลังส่งสัญญาณที่ดีและน่าตื่นเต้นถึงผมแล้ว

                                  “ในโลกนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปกป้องเดเนียล ทรงคุ้มครองเดเนียลเท่านั้นหรือ?   เหตุใดจึงไม่ใช่ทุกคนหนอ?”

 

(โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ)

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Music of the Month

My Best Friends

My Beloved Friends

เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ล

เลือกตามเดือน

Click by your choices

Jaoying resists.

วันเดือนปี

December 2017
S M T W T F S
« Nov    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

เพื่อนรัก

%d bloggers like this: