On My Days & In My Mind (by Rungaroon Plintron)

เล่าสู่กันฟังในวันว่างๆ (โดย รุ่งอรุณ ผลินธร)

โต๊ะเขียนของน้ามี่

ขอเปิดโต๊ะเขียนตัวใหม่ต้อนรับน้อง”สุขาวดี  มาร์คริส”  (Sukavadee  Makris) หรือ”น้องจิมมี่”จากBirmingham, ALค่ะ  ต่อจากนี้ไป น้องจิมมี่จะมาช่วยเพิ่มบรรยากาศของบล๊อคนี้ให้ครึกครื้นขึ้นด้วยข้อเขียนจากปลายปากกาที่คมเฉียบของเธอและเคยได้รับการตีพิมพ์จากนิตยสารชื่อดังของเมืองไทยมาแล้ว น้องจิมมี่มีข้อความในอีเมล์ที่ส่งมาพร้อมไฟน์งานเขียนของเธอด้วยดังนี้ค่ะ….

พี่อ้อยคะ

ส่งเรื่องเเละรูปมาให้บอ.กอ เเละเจ้าของบล็อก พิจารณาค่ะ เรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ใน ขวัญเรือน ราวๆปลายเดือนกรกฏาหรือต้นสิงหาที่ผ่านมาได้เงินค่าเรื่องเเละเอาทำบุญโครงการอาหารกลางวันกับทาง ขวัญเรือนไปเเล้ว  เเต่อยากเอามาลงที่บล็อกพี่อ้อยอีกจะได้หรือเปล่าค่ะ อยากใช้ชื่ออย่างที่พี่บอ.กอ.ตั้งให้ เเต่ของเปลี่ยนนิดหน่อยค่ะเป็น “โต๊ะเขียนของน้ามี่” เพราะมีหลานๆเยอะเหมือนกัน ที่ชอบอ่านเเต่ไม่ชอบ  ซื้อหนังสือเเอบมาขออ่านต้นฉบับก่อนอยู่บ่อยๆ

เอาละค่ะ บอ.กอ.เเละเจ้าของบล็อก ลองเปิดไฟล์ดูได้เลยค่ะ

ขอบคุณมากๆที่พี่อ้อยเเบ่งเนื้อที่ให้เเทรก

ด้วยรัก

จิมมี่ค่ะ….

                                                       

ตอบ    ตกลงจ้ะจิมมี่…..โต๊ะของจิมมี่ชื่อ “โต๊ะเขียนของน้ามี่”นับจากนาทีนี้เลย พี่จะลงมือตัดริบบิ้นล่ะนะ ว่าดังนั้นแล้วก็คว้ากรรไกรตัดฉับเลย..เชิญน้องจิมมี่เข้าไปนั่งเขียนได้เลยจ้ะ……ต่อไปนี้เชิญทุกท่านสัมผัสกับผลงานของน้องจิมมี่ได้เลยนะคะ

น้องจิมมี่ฝากเรื่องราวที่น่าสนใจมาให้อ่านอีกครั้งค่ะ คราวนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนการสอนในอเมริกาว่ามีความแตกต่างจากเมืองไทยของเราอย่างไรบ้าง…

ฉบับที่๒ น้องจิมมี่ส่งตามมาติดๆให้แฟนๆบล๊อคอ่านกันอร่อยไปเลยค่ะ…..

 

 

อีเมลล์ฉบับที่ ๒

พี่ดำ…………

คราวนี้ขอเขียนถึงเจ้าดัชท์หมาที่เลี้ยงดูมากว่า ๑๕ ปี สักหน่อยนะคะ เป็นการไว้อาลัย    ยังค่ะ…….เจ้าดัชท์หมาลูกครึ่ง โกลเด้น รีทริฟเวอร์ – เลบาดอร์ของเรายังไม่ตาย  แต่ก็คงอีกไม่นาน ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราพร้อมที่จะพามันไปให้หมอฉีดยาให้หลับเมื่อไหร่

เมื่อเดือนกันยาคริสพามันไปหาหมอเพราะว่ามันดูหมดแรงและเหงาหงอย พวกเราก็คิดว่าคงใกล้เวลาของมันแล้ว  ตอนต้นปีที่พาไปตรวจสุขภาพหมอยังบอกว่าไม่ต้องทำความสะอาดฟันของมันหรอกเพราะมันคงอยู่อีกไม่นาน  แต่ปรากฏว่ามันก็อยู่มาได้ แต่แบบทั้งอึทั้งฉี่ในบ้าน ทั้งส่วนที่เป็นพื้นไม้และพื้นพรม คนที่ทำความสะอาดก็หัวหมุนไปหมด   คงไม่ต้องบอกนะคะว่าเป็นใคร

คราวนี้หมอบอกว่า ตามปกติหมาพันธ์ใหญ่แบบนี้อยู่ได้อย่างมากก็ไม่เกิน ๑๓ หรือ๑๔ ปี เจ้าดัชท์ของเรามัน ๑๕ ปีกว่าแล้ว  ถึงอยู่ได้แต่มันก็ลำบาก อีกอย่างคือ ขาหลังของมันเคยหัก ไปผ่าตัดมาแล้วสองครั้ง  หลังๆมานี่เวลาปล่อยมันออกไปทำธุระต้องยืนคอยดูมัน เพราะไม่อย่างนั้นถ้าขาหลังมันรับน้ำหนักตัวไม่ไหว ก้นมันก็แผละลงไปบนผลงานที่มันผลิตออกมาแบบสดๆร้อนๆ  เราก็ต้องรีบช่วยมันยืนแล้วพาไปล้างและเช็ดให้สะอาดก่อนพาเข้าบ้าน   โทรไปปรึกษาหมอๆก็บอกว่า กระดูกขามันไม่แข็งแรงและเริ่มมีปัญหาก็เหมือนคนเรานี่แหละ พอแก่ตัวกระดูกก็เริ่มพุ พรุนไปตามวาระ

เรามาปรึกษากัน ก็คิดว่าคงต้องปล่อยให้มันไปแล้วหละ เวลาที่เราเห็นมันพยายามลุกขึ้น หรือพยายามพยุงตัวไม่ให้ล้มเวลาทำธุระนี่ น่าสงสารมาก  คริสโทรไปนัดหมอแล้ว แต่บังเอิญก่อนถึงวันสำคัญ เราได้คุยกับคุณเอ๋เพื่อนซี้ที่ธรรมะธรรมโม เธอก็ห้ามไว้ บอกว่ามันเป็นบาปเพราะถึงแม้เราจะไม่ได้ทำเองแต่เราก็บอกให้หมอเอาชืวิตมัน   เราที่ลังเลอยู่แล้วก็คิดหนัก เพราะจริงๆแล้วอยากให้มันตายเองมากกว่า  เลยบอกกับคริสว่า ยังทำใจไม่ได้ แบบเราเห็นแก่ตัวอยากยึดมันเอาไว้ เจ้าดัชท์ก็รอดไป

ล่าสุดเมื่อสองอาทิตย์ก่อนก็อีก   เดินในบ้านก็แทบจะไม่ไหว เพราะส่วนที่เป็นพื้นไม้มันค่อนข้างลื่น เดินๆอยู่ก็ขากางออกแล้วล้มลงเฉยเลย  ยืนกินอาหารก็ยืนไม่อยู่  ปล่อยออกไปหน้าบ้าน แค่บันไดสามขั้นก็ขึ้นไม่ไหวต้องช่วยทั้งดึงทั้งดัน  เรื่องฉี่และอึในบ้านก็ยังเกิดขึ้นเสมอๆ   เรากลายเป็นคนนอนหูไวมาก พูดแล้วจะหาว่าคุยแค่เจ้าดัชท์ขยับตัวลุกขึ้นแล้วเล็บมันแกรกกรากกับพื้นบ้านเราก็เด้งจากเตียงแล้ว  ต้องมาเปิดประตูให้มันออกไปทำธุระ ไม่อย่างนั้นจะต้องทำความสะอาดตามล้างตามเช็ดกันอีก

ในที่สุด หลังจากปรึกษากับสมาชิกในบ้านทั้งหมดสี่คนก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะพาเจ้าดัชท์ไปให้หมอฉีดยาให้หลับ เราก็โทรไปนัดหมอเองแล้วถามหมอว่าขั้นตอนมียังไงบ้างสำหรับการนี้  หมอก็อธิบายให้ฟังคร่าวๆว่า ก็จะฉีดยาให้มันชาๆก่อนจะได้ไม่ลำบากเวลาเอามันขึ้นเขียง เอ้ย….ขึ้นเตียงสำหรับตรวจแล้วค่อยฉีดยาให้มันหลับชั่วนิรันดร   ช่วงนั้นก็ดูแลพูดคุยกับมันพร้อมขออโหสิกรรมกันทุกวัน แถมให้สเต็กเป็นพิเศษในมื้อเย็น   เห็นมันนอนหลับแล้วเราน้ำตาไหล คิดว่าต้องจากกันแล้วแน่ๆ  วันตายของมันใกล้เข้ามาทุกทีๆ

คืนวันก่อนวันสำคัญ คริสไปนอนอยู่ที่เก้าอี้ยาวที่ห้องนั่งเล่น  เจ้าดัชท์ก็นอนอยู่ที่พื้น   ตอนเช้าเราก็มองหน้ากันแล้วถามคำถามเดิมว่า   เราพร้อมแล้วจริงๆเหรอ  ก็ปรากฏว่า   ยังไม่พร้อม( อีกแหละ)  คริสเลยโทรศัพท์ไปยกเลิกการนัดหมาย

สรุปว่า   ถึงเวลานี้แล้วเจ้าดัชท์ของเราก็ยังมีชิวิตอยู่แม้จะขาดคุณภาพไปนิด  แต่พวกเราก็ต้องดูแลมันให้ดีที่สุด เมื่อเวลาของมันมาถึง ก็หวังว่า เราคงทำใจได้  เพราะตอนนี้รู้แล้วว่ามันไม่ง่ายอย่างที่เราคิด   เลยเกิดคำถามว่า เราก็รู้กันอยู่ว่าคนเราเกิดมาทุกคนต้องตาย แต่….หากจะต้องตายแบบรู้วันตาย  หรือตายแบบไม่รู้  อย่างไหนจะยากกว่ากัน

จาก น้องดำ

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ถึง น้อง(ดำ) ที่รัก

ก่อนเริ่มต้นจดหมายฉบับนี้พี่ได้รับทราบข่าวว่า“เจ้าดัชท์“ได้จากครอบครัวของน้องไปแล้ว หลังจากทำหน้าที่เป็นการ์ดซื่อสัตย์ประจำบ้านและเป็นเพื่อนเติมความสุขและชีวิตชีวาให้สมาชิก อื่นในครอบครัวมามากกว่าสิบห้าปี ยากเย็นแสนเข็ญที่จะเป็นผู้ตัดสินพรากชีวิตใดๆที่อยู่ร่วม ไม่ว่าจะเพื่อช่วยเหลือปลดปล่อยชีวิตนั้น และไม่ว่าชีวิตนั้นจะอยู่ในรูปฟอร์มไหนก็ตามที

ครอบครัวน้อง(ดำ)ทุกคนคงรู้สึกเช่นนั้นเมื่อต้องตัดสินใจให้สัตวแพทย์พรากชีวิตเจ้าดัชท์ไป ทำให้ประหวัดนึกไปถึงแม่อายุเก้าสิบหกของพี่เมื่อตอนลูกๆขอคำตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรกับลูกสาวคนโตของท่านที่กำลังอยู่ขั้นโคม่านอนรอการจากไปเมื่อต้นปีนี้ หลังจากงันนิ่งไปชั่ว อึดใจ ท่านก็ตอบด้วยสีหน้าเข็มแข็ง(แน่นอน พร้อมหัวใจแสนร้าวรานแหลกสลาย)ว่า “เมื่อเขาต้องไป ก็ให้เขาไป จะไปยึดเขาไว้ทำไม เกิดแก่เจ็บตายนั้น ห้ามกันไม่ได้“

น้อง(ดำ) พี่ว่าในสังคมปัจเจกเช่นในอเมริกาที่ความสัมพันธ์กับชีวิตอื่นลดหายเพราะคนต่าง ธุระวุ่นวายกับเรื่องส่วนตน สัตว์เลี้ยงจึงเข้ามามีบทบาท“ถมเติม“ ความว่างเปล่าในใจคนแทน

คนอเมริกันจึงยอมจ่ายเงินดูแลสัตว์เลี้ยงแต่ละปีถึง๕๐พันล้านเหรียญสหรัฐ

เฉพาะหมา  คนอเมริกัน เลี้ยงกันมากถึง๗๘ล้านตัว พี่เองก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนกลุ่มนั้นที่เรียกหมาเป็นลูก ใช้ชื่อตัวเองว่า แดดดี้ ไปตามวัฒนธรรมการเลี้ยงสัตว์ของเขาที่นี่    หมาที่บ้านนั้นชื่อ“ไมโล“ลูกสาวตั้งให้ตามชื่อเครื่องดื่มที่ตัวชอบ เป็นเยอรมันเชพเพิร์ด ผสม(กับอะไร เราไม่แน่ใจ)ที่เราไปรับมาเลี้ยงจากศูนย์ควบคุมปกป้องสัตว์เลี้ยง(SPCA) ยังจำได้ ตอนไปเลือกหมาในกรง หมาใหญ่น้อยเหมือนล่วงรู้ว่าหากไม่มีใครถูกตาต้องใจรับพาตนไปเลี้ยง วันหนึ่งก็จะต้องถูกฉีดยาให้ตายจากไปตามกฏของสถานที่ จึงพากันเห่าเรียก ตะกุยตะกาย ยื่นมือตีนออกนอกกรงไขว่คว้ากันเป็นพัลวัน ขณะเดินผ่านเลยไปแต่ละกรง รู้สึกตัวเหมือนเป็น พญายมผู้มีส่วนในการตัดสินประหารชีวิตสัตว์ในกรงเหล่านั้น จนมาถึงกรงหนึ่งที่ เงียบเชียบ ไม่มีเสียงเห่าหรือการเคลื่อนไหวใดๆในกรง ลูกสาวที่ยืนข้างหน้าชิดกรงชี้ให้เห็นลูกหมาสีนํ้าตาล แดงตัวหนึ่งขดตัวอยู่

ในมุมหนึ่งของกรงเหล็ก มันช้อนตาแววหวาดหวั่นมองลอดกรงมายังเรา “ลูกหมาตัวนี้เป็นโรคอะไรหรือเปล่า?” พี่พูดลอยๆตั้งข้อสังเกตุ

“ปาป๊า   หนูอยากได้ตัวนี้“ ลูกสาวแปดขวบส่งเสียงใสไม่สนใจคำพูดของพี่ “ป๊าว่าหมาตัวนี้ดูไม่สดชื่นแข็งแรง อาจจะไม่สบาย ต้องให้ทางศูนย์เขาเช็คดูก่อน“ พี่พูดทั้งรู้ว่า SPCAต้องตรวจเช็คก่อนเอาหมามาให้คนเลือกรับไปเลี้ยง หมาน้อยพลันขยับตัวลุกคลานต้วมเตี้ยม มาที่อีกมุมกรงเอียงหน้าแอบมองคล้ายจะบอกว่า ผมแข็งแรงดี เพียงแต่รู้สึกเศร้าจากการพลัดพราก และทั้งยังหวาดกลัวผู้คนที่มาเดินดู “ป๊า หนูอยากได้ตัวนี้“ลูกสาวยํ้าคำพูดมาอีกครั้งก่อนพี่ตัดสินใหลังจากกรอกฟอร์ม

จ่ายเงินค่าฉีดยาทำหมันและฝังชิพแล้ว เที่ยงวันนั้นเราก็ได้บุตร บุญธรรมหมาตัวนั้นมาเป็นสมาชิกร่วมชายคาอีกหนึ่งชีวิต

“ไมโล,หมาของลูกสาวที่พ่อเป็นคนเลี้ยง“ ตัวนี้ เป็นหมาชาญฉลาด เรียนรู้รวดเร็ว มันได้รับ ประกาศนียบัตรเกียรตินิยมเมื่อตอนจบคอร์สอบรมหมา และทั้งกลายเป็น หมา bilingual คือเข้าใจ คำสั่งได้หลายคำในสองภาษา มันมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น กัดกินเกือบทุกอย่าง ที่ขวางหน้าไม่ว่า รองเท้า ถุงเท้า พรมปูพื้น หนังสือ หรือขอบไม้มุมประตู มีครั้งหนึ่งที่ลูกสาวหา กล่องสีเทียนทั้งวัน ไม่พบ กระทั่งพี่ออกโกยเก็บของเสียที่ไมโลหย่อนไว้ในสวนตอนเย็นตามกิจวัตร จึงพบเจดีย์สายรุ้ง ที่ไมโลถ่ายไว้สวยงาม ในนั้นมีสีทุกสีอันเป็นสีบนสีเทียนของลูกสาวที่หายไป!?

พอโตมา ไมโลก็รักและหวงแหนปกป้องสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยเฉเพาะแม่ (คือคุณนายที่บ้าน)นั้นมันรักยิ่งกว่าอะไรดี เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทุกคนในบ้านไม่มีวันลืมคือ เมื่อหมาพิตบูลล์ของเพื่อนบ้านสามตัวบุกทะลวงแหกรั้วเข้ามาในสวน

เพื่อจะคุ้มครองแม่ต่างเผ่าพันธุ์สุดรัก ไมโลเอาตัวเข้าขวางหมาบ้าเลือดสามตัวนั้น พิตบูลล์ สองตัวแรกตรงเข้ากัดฝังเขี้ยวลึกตรงโคนขาหน้าของไมโล ข้างละตัว ขณะอีกตัวที่เหลือโจมตีขา หลังหวังกระชากไมโลลงพื้นหงายท้องเพื่อเปิดคอที่เป็นจุดอ่อน ไมโลทางหนึ่งพยายามขวางทาง เข้าสวนชั้นกลางที่มีประตูเปิดออกด้านนั้น อีกทางหนึ่งขบกัดต่อสู้ ป้องกันตนเองพัลวัน จนเมื่อคุณนายได้ยินเสียงต่อสู้วิ่งออกมาดู ไมโลก็หลั่งเลือดโทรมกายแล้ว คุณนายวิ่งไปตะโกนไปเรียก เพื่อนบ้านมาช่วย เจ้าของพิตบูลล์จึงได้สำเหนียกรู้วิ่งมากระชากหมาตนออกไป

คุณนายเล่าว่า ไมโลหอบหายใจพาร่างสั่นโงนเงนมีขนชุ่มเลือดออกมานอกบ้านเพื่อตามหาว่าเธอที่มันนับเสมือนแม่ปลอดภัยจากฝูงหมาบุกรุกหรือไม่ และครั้นมาเห็นคุณนายที่หน้าประตูรั้วยังเรียบร้อยปลอดภัย ทุกประการ ไมโลก็หมดกำลังล้มลง จมกองเลือดแน่นิ่งไปตรงนั้นเอง

น้อง(ดำ)ครับ หากคนรู้วันตายล่วงหน้า เขาก็อาจมีเวลาเตรียมตนและสั่งเสีย หากไม่รู้วันตายตน แม้นมันจะคืบคลานเข้ามาใกล้ เขาก็อาจไม่ต้องพะวงหน้าห่วงหลัง มีชีวิตเป็นปกติสุขไปกับปัจจุบัน   แต่จะรู้หรือไม่ก็ตาม หากคนซื่อสัตย์ รู้จักตอบแทนคุณแผ่นดินและรู้จักรักคนรอบข้างในช่วงชีวิต ที่มีอยู่เช่นหมาที่กตัญญูรู้คุณ พี่ว่าโลกมนุษย์คงจะงดงามน่าอยู่เพิ่มขึ้นอีกไม่ใช่น้อย…ใช่ไหม?

พี่ (ดำ)

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

อีเมลล์ฉบับที่ ๑

๑๒ /๑๒ / ๑๒

สวัสดีค่ะคุณดำ(พี่)

หลังจากที่ได้คุยกันเมื่อวันก่อน ว่าพี่น้องตระกูลดำจะลองทำงานเขียนด้วยกัน   ก็นึกอยู่หลายวันว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เพราะว่าได้ทำตัวห่างเหินจากการเขียนมานานพอสมควรจตัวขี้เกียจก็เข้ามาเป็นเจ้าเรือนกายและเรือนใจ จะว่าไปแล้วการกลับมาเริ่มขีดๆเขียนในครั้งนี้ก็ดีเหมือนกัน  เป็นช่วงจังหวะที่เหมาะเหม็งเพราะนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเพิ่งโทรมาปรึกษาว่าจะขอเลิกเรียนวิชาภาษาไทย ๓๐๑ ที่เรียนอยู่เหลืออีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะจบเทอมแล้ว  แต่ว่านักศึกษาเค้ามีการบ้านและรายงานทั้งของวิชาเอกและวิชาโทมากทุกวัน  บางวันมาเรียนภาษาไทยแบบเธอเพิ่งตื่น(เรื่องอาบน้ำไม่ต้องถามถึง) ได้เข้านอนเมื่อตอนตี๔กว่าๆ  เพราะนั่งทำรายงาน  ส่วนภาษาไทยมันเป็นแค่วิชาที่เค้ามาเรียนเพิ่มเติมเป็นวิชาเลือกเสรี  ไม่สำคัญเท่าไหร่   แต่ถ้ามาลงเรียนแล้วสอบตก ทรานสคริป มันก็ไม่สวยงามเท่าไหร่  เธอก็เลยขอดร็อปดีกว่า  ส่วนคุณครูผู้แสนดีก็บอกนักศึกษาไปว่า คุณครูเข้าใจ และไม่เสียใจที่นักศึกษาขอดร็อป เพราะคุณครูก็ขี้เกียจอยู่แล้วเป็นทุน อีกอย่างที่จอดรถที่มหาวิทยาลัยก็หายากมาก  เมื่อสองอาทิตย์ก่อนก็โดนใบสั่งเพราะจอดรถในที่ที่เค้าไม่มีเครื่องหมายให้จอด   แต่คนอุจจาระหนืดอย่างเรา  กว่าจะจ่ายค่าปรับเราต้องดิ้นรนกันก่อนเพราะค่าปรับมันปาเข้าไปตั้ง ๕๐ เหรียญ    คิดแล้วก็ตรงดิ่งไปหาเลขาฯของคณะด้วยหน้าตาที่(ทำให้)ดูน่าสงสาร  เลขาฯเค้าแนะนำว่าให้ไปร้องเรียนได้   เราก็เลยจัดการมาขอร้องแกมบังคับสามีให้ช่วยเขียนคำร้องให้แล้วก็ส่งไปที่คณะกรรมการการจราจรของมหาวิทยาลัยพิจารณา  จากนั้นก็ร้องเพลงรอไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ ก็ได้รับคำตอบมาเป็นที่น่าพอใจว่า ยกผลประโยชน์ให้จำเลย  ก็เลยรอดตัวไป ๕๐เหรียญ  ตอนนี้เวลาจะไปสอนต้องออกจากบ้านประมาณ ๑๐โมงยี่สิบ ทั้งๆที่เริ่มสอนเวลา ๑๑ โมงและเวลาที่ใช้ขับรถไปมหาวิทยาลัยจากบ้านมันแค่ ๑๐นาที  ส่วนเวลาที่เหลือก็เอาไว้ขับวนหาที่จอดรถ  บางวันถึงขนาดต้องบนบานศาลกล่าวกุมารทองกันให้เป็นที่วุ่นวาย

สรุปก็คือตอนนี้น่าจะเป็นคุณแม่บ้านเต็มตัวอีกรอบ และตั้งใจว่าจะเริ่มงานแปลอย่างที่ผัดวันประกันพรุ่งมาเป็นนานแล้วก็จะออกกำลังกายให้เป็นชิ้นเป็นอันซะที

อย่าลืมส่งข่าวมานะคะ

จาก  คุณดำ (น้อง)

12-14-12

สวัสดีน้อง(ดำ)ที่รัก,

รู้สึกยินดีไม่น้อยที่ได้พบปะสนทนากับน้องพี่ร่วมสีผิวอีกครั้งถึงแม้นต้องเสวนาผ่านทางแป้นคีย์บอร์ด ก็ตามทีคนไกลบ้านเหมือนเรือห่างฝั่งใจพลันชุ่มชื่นเมื่อแว่วข่าวจากนาวาที่่ล่องลอยในสมุทรลำอื่นโดยเฉพาะหลังจากเคยร่วมนาวางานสอนลำเดียวกันในศูนย์อพยพพนัสนิคม ชลบุรีเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว

มาถึงวันนี้เราต่างยังยึดงานสอนคนเหมือนกัน เช่นเดิม เพียงแต่คราวนี้ข้ามพรมแดนมาเป็นครูไทยต่างแดนในอีกซีกโลกก่อนเริ่มเขียนพอดีมีข่าวการยิงกราดนักเรียนเล็กชั้นประถมที่ยังผลให้ยี่สิบชีวิตน้อยบริสุทธิ์ต้องหลุดจากร่างสังเวยความเจ็บป่วยพิการของสังคมวัตถุโหดเหี้ยมปัจจุบันข่าวสลดที่สั่นสะเทือนหัวใจพ่อแม่ทุกดวงและสั่นคลอนระบบความปลอดภัยของโรงเรียนและสังคมอเมริกันทุกมุมเมืองอีก คำรบหนึ่งตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาในประเทศนี้เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้วพี่ก็เข้าสู่ระบบการศึกษาของประเทศนี้ทันทีในฐานะ ผู้สอนพบว่ายิ่งนานวันเราก็ยิ่งถูกผลักดันให้ตั้งหน้ามุดมุ่งแข่งขันเกรดคะแนนของนักเรียนกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาขนาดผู้อำนวยการคนหนึ่งของโรงเรียนพี่เมื่อสี่ปีก่อนยังถูกเชิญออกด้วยเหตุผลว่าคะแนนรวมของนักเรียนในโรงเรียน(ที่เต็มไปด้วยเด็กเม็กซิกันที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง)ไม่ถึงเป้า ทั้งผู้สอนและนักเรียนจึงเคร่งเครียด ครํ่าเคร่งกับการแข่งขัน ทำคะแนนให้ตนให้ห้องเรียน ให้ชั้นเกรด และให้โรงเรียนจนลืมตน จนไม่มีเวลาปลูกสร้างความรักเอื้ออาทรในเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกกันเลยจริงแล้วหลายเขตการศึกษาในอเมริการวมทั้งในโรงเรียนที่พี่สอนอยู่ก็เห็นปัญหาและนำหลักสูตรคุณธรรมที่เรียกว่า Character Count  ที่ตั้งเป้าสร้างหกเสาหลักแห่งคุณธรรมในใจเยาวชน(Respect, Trustworthiness, Caring, Fairness, Responsibility, และCitizenship) และหลักสูตร Second Stepที่เขียนขึ้นมาเป็นแนวทางให้เด็ก สำรวจรู้ตนและรู้จักยับยั้งชั่งใจให้คิดก่อนจะพูดหรือกระทำการณ์ใดๆหากแต่ว่าหลักสูตรพวกนี้ไม่มีเกรดคะแนนเป็นผลการเรียนการสอนในห้องเรียนจึงไม่เกิดขึ้นจริงจัง

เหตุการณ์ร้ายอำมะหิตในคอนเนคติคัทน่าจะมีเหตุส่วนหนึ่งมาจากการอัดป้อนของสังคมวัตถุและทิศทางระบบการศึกษาของเยาวชนปัจจุบันเพราะแม้นจะพิสูจน์ได้ว่าคนยิงมีสภาพจิตไม่ปกติในขณะนั้น    พี่ก็ยังอยากจะ  เชื่อว่าหากเขาได้รับการอบรมบ่มให้รักและเห็นใจชีวิตอื่นตั้งแต่เยาว์วัยและทั้งได้อยู่ในสังคมทีปลอดภัยอบอุ่นเอื้ออาทรกันและกันเขาคงไม่เลือกการปลิดชีวิตมารดาตนและชีวิตไร้เดียงสาทั้งหลายเหล่านั้นเป็นทางออกของตนแต่หากความเชื่อของพี่อันนี้ผิดไป ก็แสดงว่าสัตว์มนุษย์   นั้นมีความอำมะหิตฝังลึกอยู่ในยีนส์แนบแน่นสุดแก้ไขแล้ว

ในโรงเรียนทีสอนความจริงก็มีระเบียบและระบบควบคุมความปลอดภัยอยู่แข็งขันแปดโมงครึ่ง ประตูรอบโรงเรียนจะถูกปิดล็อคเหลือเพียงประตูหน้าโรงเรียนเปิดไว้แห่งเดียวให้ผู้ปกครองหรือผู้มาติดต่ออื่นๆ ช่วงเวลาหลังจากนั้นจนถึงโรงเรียนเลิกต้องเข้ารายงานตนที่ออฟฟิศและรับป้ายบัตรคนมาเยี่ยมติดไว้หน้าอกก่อน    ในโรงเรียนก็ติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้หลายจุดคอยบันทึกความเคลื่อนไหวทั้งวันคืน และยังมีการซ้อม“ล้อค ดาวน์“  ให้นักเรียนเตรียมตนไว้รับเหตุการณ์ร้ายฉุกเฉินเป็นกิจวัตรเพราะเหตุการณ์คนร้ายพกพาอาวุธหนีการล่าของตำรวจเข้ามาในโรงเรียนก็เคยมี     พอโรงเรียนประกาศ“ล็อค ดาวน์“ ประตูห้อง หน้าต่างจะถูกปิดล็อค ม่านและไฟจะถูกปิดลงนักเรียนต้องถอยห่างประตูหน้าต่างลงก้มหมอบจนกระทั่งมีประกาศสถานะการณ์ คลี่คลายทุกอย่างจึงก็จะคืนกลับสู่สภาพการเรียนการสอนเช่นปกติ

ในยามคํ่าคืนช่วงเสาร์อาทิตย์และวันหยุด ห้องเรียนหลายครั้งกลายเป็นร้านสินค้าที่ให้ลูกค้าตีนแมวย่องเบา ทั้งหลายได้ทุบกระจกหน้าต่างงัดประตูเข้ามาจับจ่ายข้าวของสบายใจโดยไม่ต้องเสียเงิน ทั้งทีวี   โน้ตบุ้ค ไมโครเวฟ เครื่องเล่นซีดี ตามประสงค์ มีอยู่เช้าหนึ่งที่พี่เปิดประตู ห้องเรียน เข้าไปพบว่า กระจกหน้าต่างสามบานถูกทุบแตก เศษกระจกชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายทั่วพื้น     เมื่อสำรวจทั่วห้องก็ไม่พบเครื่องมือการเรียนการสอนใดสูญหาย แต่กลับมีร่องรอยมนุษย์(อย่างน้อยสามคน)  เข้ามาตั้งโต้ะรับประทานขนมและเครื่องดื่มนํ้าอัดลมที่มีประจำไว้ในห้องเผื่อยามมีงานเลี้ยงให้นักเรียน

คุุณน้อง(ดำ)ครับ ต้องขออภัยที่พอเริ่มต้นพี่(ดำ)ก็นำเรื่องร้ายเศร้าสลดมาเป็นหัวเรื่องสนทนา

ความจริงอาทิตย์นี้   ก็มีเรื่องในโรงเรียนทีน่ากล่าวถึงอยู่ไม่น้อยเหมือนกันเช่นเรื่องของริคกี้ เด็กเม็กซิกันขี้โมโห จอมขี้เกียจในห้องที่จะเล่านี้้    เช้าวันศุกร์เมื่อเริ่มสอนไปเกือบชั่วโมงนายริคกี้ก็เปิดประตูย่างเข้ามา นับเป็นวันที่สามที่เขามาสายติดกัน สองวันที่แล้วใบแจ้งนักเรียนสายจากออฟฟิศระบุว่าเขาตื่นสาย แต่วันนี้แค่บอกว่าสาย

“ริคกี้ วันนี้เธอไปไหนมาอีก? สายมาสามวันติดกันแล้ว“ พี่จะออกปากว่า เดี๋ยวจะโทรไปถามพ่อแม่ ก็นึกได้ว่า พ่อริคกี้อยู่ในคุก ส่วนแม่ เราต้องติดต่อผ่านเพื่อนบ้านเพราะเธอแจ้งว่าไม่มีโทรศัพท์

ริคกี้หลบก้มตํ่าไม่ตอบ “แล้วการบ้าน อยู่ที่ไหน? ในกระเป๋านั่นหรือเปล่า?” พี่เห็นเขาซุกมือสองข้างในกระเป๋าแจ๊คเก็ตตัวที่พี่เพิ่งขอบริจาคมาให้ “ไม่ใช่ ผมทำการบ้านตกตอนมาโรงเรียน“

พี่มองตาหาความจริง “เมื่อวานเธอว่าหมากัดกระดาษการบ้าน วันนี้ทำตก ริคกี้    เธอไม่ส่งการบ้านสองครั้งอาทิตย์นี้ตามระเบียบของห้อง เธอจะร่วมกิจกรรมสุขสันต์วันศุกร์ไม่ได้ และคัพเค้กที่ครูเตรียมไว้ให้ทุกคนวันนี้ เธอก็ต้องหมดสิทธิ์“   ริคกี้ช้อนตาเหลือบมองขนมคัพเค้กหยอดครีมหลายสีบนโต้ะสูงในห้องแล้วนํ้าตาร่วงพรู

“เธอรู้ระเบียบก่อนทำ จะร้องไห้ไปทำไม?”

ริคกี้ดึงสองมือที่ซุกในแจ๊คเก็ตออกมา มีส้มสองใบอยู่ในมือริคกี้   “ผมไปปีนส้มมาให้ครู“  ริคกี้สะอื้นอึกอัก

“การบ้านผมหล่นตอนปีนต้นส้ม“ บ้านโมบิลโฮมที่ริคกี้อยู่ไม่มีบริเวณพอจะปลูกส้ม       ต้นส้มที่ริคกี้พูดถึงคงเป็นของคนแถวนี้อันแสดงว่าริคกี้แอบเข้าไปขโมยมาให้ครูของเขา พี่พลันมีก้อนความรู้สึกเคลื่อนขึ้นมาจุกแน่นในลำคอ….………………………………

จาก พี่(ดำ)

butterfly3

หลังจากห่างหายไปนิดหนึ่ง…น้องจิมมี่ก็หลับมาประจำโต๊ะของน้ามี่อีกครั้งด้วยเรื่องราวของน้องหมา ที่ท่านผู้อ่านต้องเตรียมผ้าเช็ดหน้ามาเตรียมซับน้ำตาขณะอ่านค่ะ…

ความในใจจากน้องหมา                                             โดย  สุขาวดี  มาครีส

พี่เก๋ครับ…….

      กว่าพี่เก๋จะได้อ่านความในใจของผมฉบับนี้   ผมคงจากโลกนี้ไปอยู่กับท่านเซนต์ ปีเตอร์ได้หลายเพลาแล้วครับ  ผมหวังว่าพี่เก๋คงไม่เสียใจมากหรือไม่ก็อาจลืมผมไปแล้วก็ได้   แต่ที่ผมเลือกที่จะเล่าความในใจของผมให้พี่เก๋ฟังเพราะพี่เก๋เป็นพี่สาวคนสุดท้ายที่แม่ขอให้มาช่วยดูแลผมตอนที่ แด็ดดี้พาแม่กับพี่ๆไปเยี่ยมป้าๆที่เมืองไทย

       ตอนที่ผมอายุได้สามเดือน ผมนอนอยู่ในกรงกับพี่ชายที่สถานอนุเคราะห์สัตว์   ผมเห็นครอบครัวหลายครอบครัวที่มีเด็กหญิงเด็กชายตัวเล็กๆเดินผ่านไปมาพร้อมชี้ชวนกันดู และชมว่าผมกับพี่ชายเป็นลูกหมาที่น่ารักแต่ก็ไม่มีใครสนใจอยากอุ้มผมไปเลี้ยงดูที่บ้าน   จนกระทั่งมีครอบครัวหนึ่ง   มีแด็ดดี้แม่และลูกสาวสองคนซึ่งไว้หางเปียทั้งคู่มาหยุดที่กรงและเขม้นมองผมและพี่ชาย  แด็ดดี้กับลูกสาวทั้งสองคนดูตื่นเต้น ในขณะที่แม่ดูเฉยๆไม่ยินดียินร้าย    เด็กผู้หญิงคนน้องเลือกผม แต่คนพี่เลือกพี่ชายผม  แด็ดดี้เลยบอกว่าต้องถามแม่   คำตอบของแม่ที่บอกลูกสาวว่า   แม่ยังไม่พร้อมจะเลี้ยงหมา  ทำเอาผมใจหาย  เพราะโอกาสที่จะได้มีครอบครัวเอาผมไปเลี้ยงคงริบหรี่   แต่พอได้ยินแม่ถามว่า  เอาไปแล้วใครจะให้อาหารหมา เด็กคนเล็กบอกว่าเค้ากับพี่จะช่วยกัน    แม่ก็ถามอีกว่า ใครจะเป็นคนพาหมาออกไปทำธุระตอนเช้าและพาหมาเดิน   แด็ดดี้ยื่นหน้ามาบอกว่าจะรับผิดชอบเอง   ในที่สุดแม่ก็แพ้โหวตไปสามต่อหนึ่ง ผมได้กลับบ้านมากับครอบครัวนี้ที่ผมจะได้มีพี่สาวถึงสองคน  มีอาหารกินอิ่มและมีที่นอนอุ่นๆ

        แด็ดดี้ บริจาคเงินให้สถานสงเคราะห์สัตว์ ไป ๕๐เหรียญ  แล้วแวะซื้อกรง  โซ่สำหรับล่ามหมา  อาหารหมา   ชามอาหารและชามใส่น้ำ กลับมาด้วยเลย

         ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน ครอบครัวก็ช่วยกันหาชื่อให้ผม  พี่สาวคนเล็กอยากให้ผมชื่อ ดัชเชส  พี่สาวคนโตบอกว่าผมเป็นผู้ชายชื่อนี่ไม่ได้เพราะมันฟังดูเป็นชื่อผู้หญิง  แด็ดดี้เลยบอกว่า ให้ชื่อดัชท์ เพราะดูเป็นแมนดี    ตอนหลังเพื่อนๆแม่เค้าเรียกผมว่า น้องดัชท์ เพราะผมตัวเล็ก ( ขณะนั้นผมอายุแค่ ๓ เดือน)ขนปุกปุยและน่ารักมากครับ

          วันแรกที่ผมมาอยู่ที่บ้านนี้ ผมมีอาการท้องเสีย และเหงาหงอย  เลยไม่ค่อยอยากกินอะไร   แม่เป็นกังวลมากรีบพาผมไปหาหมอ  หมอบอกว่าผมมีพยาธิ์ หมอให้ยามากินและบอกว่าถ้าภายในสามวันอาการผมไม่ดีขึ้น ให้แม่เตรียมขุดหลุมฝังได้เลย ผมใจหายแว้บ…..โห…ผมเพิ่งมาอยู่กับครอบครัว   มีแด้ดดี้มีแม่และพี่สาวอีกสองคน ผมมีความสุข สุดๆ  ผมยังไม่อยากตาย    ผมจะอยู่   ผมเกิดกำลังใจเลยพยายามกินยาที่แม่พยายามป้อนถึงแม้ว่ามันจะขมมาก

           ในที่สุดอาการผมดีขึ้น กินอาหาร กินน้ำได้  คราวนี้พอผมแข็งแรงดี ผมก็เกิดอาการมันเขี้ยวผมกัดทุกอย่างที่ขวางหน้า  ผ้าห่มเอย   รองเท้าแตะเอย  ของเล่นทั้งของผมและของพี่ๆ    

         ตอนหลังแด็ดดี้ทนไม่ไหวเลยไปซื้อสเปรย์พริกไทยมาฉีด ผมกัดแล้วมันเผ็ดผมจึงต้องเลิกกัด    จากนั้นแด็ดดี้ก็พาผมไปลงชื่อเข้า รร. เพื่อฝึกให้ฟังคำสั่ง  ผมไม่อยากไปเพราะมันเป็นคลาสในตอนเช้าประมาณ๘โมงแต่ก็จำต้องไป เพราะถึงผมไม่อยากไป  ไม่แด็ดดี้ก็พี่สาวคนใดคนหนึ่งก็จะอุ้มผมไปขึ้นรถอยู่ดี

         ผมปฏิบัติตามคำสั่งของครูผู้ฝึกได้ดีพอสมควร   ผมไปเข้าคลาสได้ประมาณ ๘ อาทิตย์  แด็ดดี้ก็บอกว่าจะเป็นคนฝึกผมเอง เพราะแด็ดดี้ไม่อยากเสียเงินแล้ว แถมอากาศก็หนาวมาก    แม่เค้าก็ไม่อยากพาพี่ๆและผมไปทรมานนับเป็นความโชคดีของผม

          ผมกลายเป็นตัวเอ็นเทอร์เทนประจำบ้าน  พี่สาวทั้งสองชอบพาผมไปวิ่งเล่นหน้าบ้าน  บางทีก็พาผมไปโชว์ตัวที่ รร.ของพวกเค้า   เพื่อนๆที่รร.และคุณครูชอบผมมากเพราะผมหน้าตาน่ารักและมีกระแถวๆจมูก  เวลาที่แม่ไปรับพี่ๆที่รร.   พี่ๆจะบอกให้แม่พาผมไปด้วย  พอออกจากรร.ก็ไปแวะสนามเด็กเล่นได้เลย   ที่นี่ผมได้เจอเพื่อนพี่ๆอีกและเพื่อนๆหมา ที่ครอบครัวเค้าพามาเล่นในวันที่อากาศอบอุ่น

          ช่วงคริสต์มาสของทุกปี  พี่ๆและแม่ (ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเอ็นดูผมมากขึ้นทุกวัน เพราะผมสามารถเข้าใจภาษาไทยของแม่    แม่บอกให้นอนสวยๆ ผมก็นอน   บอกให้นั่งผมก็นั่ง   บอกอย่าดื้อ ผมก็นั่งรอ  แล้วผมก็ได้คุ้กกี้สำหรับหมาเป็นของรางวัล) จะจับผมแต่งตัวเป็นเรนเดียร์กวางจมูกแดงที่ลากเลื่อนให้ซานตาคลอส  แถมยังมีถุงเท้าปักชื่อผมแขวนอยู่เหนือเตาผิงรอซานตาคลอสเอาของขวัญมาใส่ให้ 

             เวลาครอบครัวเดินทางไปไหน ผมจะได้ไปด้วยทุกครั้ง   แม้แต่การเดินทางไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าที่อีกรัฐหนึ่ง ถ้าขับรถไปกันผมจะได้ไปด้วยเสมอ   แด็ดดี้บอกว่าผมดีกว่าพี่ๆ ตรงที่ผมไม่เคยบ่น ไม่เคยถาม ว่าเมื่อไหร่จะถึง  เมื่อไหร่จะหยุดกินอาหาร

ผมจะส่งเสียงงิดงัดให้รู้ก็ตอนที่ผมต้องการทำธุระเท่านั้น  นอกนั้นผมก็สบายละ เพราะผมได้ครอบครองที่นั่งตอนหลังเพียงลำพัง

          ถ้าครอบครัวไม่สามารถพาผมเดินทางไปด้วยได้  แม่ก็จะขอให้พี่ๆนักศึกษาที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยที่นี่  มาช่วยดูแลและอยู่เป็นเพื่อนผม แม่ไม่อยากเอาผมไปทิ้งไว้ที่ คลินิคสัตวแพทย์  เพราะถึงแม้ว่าผมจะได้รับการดูแลอย่างดี แต่ผมก็มักจะคิดถึงบ้านและครอบครัวของผม  ยิ่งตอนฝนตกฟ้าร้องผมยิ่งเหงาจับใจ เพราะถ้าอยู่ที่บ้าน แด็ดดี้จะให้ผมขึ้นไปนอนที่ปลายเตียง   เรื่องที่จะไปนอนเรียงเป็นลำดับที่ห้านั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะพี่ๆมักจะเร็วกว่าผม ชิงวิ่งตัดหน้าไปยึดพื้นที่ซะหมดแล้ว  แต่ถึงจะเป็นปลายเตียงแต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเสมอมา

       พูดถึงพี่ๆที่มาช่วยดูแลผม  ตอนนี้นะครับเป็น ด็อกเตอร์ทางด้านพยาบาลศาสตร์ไปแล้วหลายคน  ทุกคนใจดีกับผมมาก   พี่คนแรกชื่อพี่ลักษณ์ ต่อมาพี่ลักษณ์เรียนจบต้องกลับไปใช้ทุนรัฐบาล ก็พาพี่ยุ้ยมาให้รู้จักและได้รับช่วงดูแลผมแทนพี่ลักษณ์ 

        มีอยู่ครั้งนึงครับ  พี่ยุ้ยมาอยู่ดูแลผม  ตามปกติผมก็ชอบเดินตามติด แบบไปไหนไปด้วยอยู่แล้วเหมือนที่ผมเดินตามแม่เวลาที่เราอยู่บ้านกันสองคน    วันนั้นพี่ยุ้ยลงไปที่ห้องซักผ้าด้านล่างผมก็ตามลงไปแล้วเผลอเดินออกไปที่โรงรถ  พี่ยุ้ยขึ้นไปชั้นบนแล้วปิดประตู    แล้วก็ขับรถออกไปเรียนหนังสือ ครู่ใหญ่ผมเดินกลับเข้ามาแล้วเดินตามขึ้นไปชั้นบนผมก็เข้าไม่ได้ ผมเลยทั้งกัดทั้งข่วน ขอบประตูอยู่หลายชั่วโมงจนเหนื่อย   กว่าพี่ยุ้ยจะกลับมา   มือผมระบมไปหมดเลยครับ     พี่ยุ้ยเสียใจมากที่ปิดประตูทิ้งผมไว้ข้างล่างแถมขอบประตูเยินหมด   

         ผมได้รับอุบัติเหตุเพราะความดื้อของผมเอง ที่แอบวิ่งออกไปเล่นที่ป่าหลังบ้านแล้วลื่นตกลงไปข้อขาเคลื่อน  แม่ต้องพาไปหาหมอคนใหม่ ชื่อ ดร. เมอร์ฟี่  ใจดีมากครับ

         ดร.เมอร์ฟี่ตรวจดูแล้วบอกว่าต้องผ่าตัด    แม่ก็เลยทิ้งผมไว้กับหมอ อีกสองวันต่อมาแม่ก็ไปรับผมกลับบ้าน  ผมต้องพักฟื้นที่คลินิค ๑วัน แม่จ่ายไป ๘๐๐ เหรียญ หมอบอกแม่ว่าพยายามอย่าให้ผมวิ่งมากเพราะข้อจะไม่ติดสนิท  ปรากฏว่า ๖อาทิตย์ผ่านไป กลับไปเช็คอีกข้อก็ไม่ติดดี ดร.เมอร์ฟี่บอกว่าต้องผ่าใหม่ แต่คราวนี้จะไม่คิดเงิน  ก็เหมือนเดิมคือข้อยังไม่ติดสนิท  ดร.เมอร์ฟี่แนะนำให้แม่พาผมไปหาหมอเฉพาะทางที่ชำนาญทางด้านกระดูก ค่าใช้จ่ายจะตกประมาณ เกือบ ๓๐๐๐ เหรียญ  แม่กลับมาบอกแด็ดดี้ๆ บอกว่า  รอดูก่อนสักระยะ เพราะมันแพงเกินไป     ถ้าผมเจ็บมากหรือมีปัญหาค่อยว่ากันอีกที

          ช่วงแรกๆผมก็เดินขัดๆหน่อย  แต่พอนานๆเข้าผมก็เริ่มดีขึ้น  ขาผมอาจจะไม่ตรงสวยแต่ไม่เป็นไร  เพราะผมมีขนเยอะ พอบังๆสิ่งที่บั่นทอนความหล่อของผมได้ อีกอย่างผมไม่ค่อยมีอารมณ์อยากจะเหล่ แม่สาวเลบาร์ดอร์ที่บ้านตรงข้ามเท่าไหร่เพราะผมเริ่มมีอายุมากขึ้นแล้วแด็ดดี้พาผมไปทำหมันตั้งแต่ ผมอายุได้ ๖ เดือน  โฮย…..ตอนนั้นเจ็บ

สุดๆ  แด็ดดี้ต้องแบกผมขึ้นบันไดบ้าน   ผมนอนซมไปหลายวันเลยครับ

        ต่อจากพี่ยุ้ยก็มีพี่ๆผลัดกันมาดูแลผมอีกหลายคน   ก่อนถึงพี่เก๋ที่มาเรียนเพียงช่วงสั้นๆ แต่พี่เก๋คงจำได้ว่า ช่วยมาดูแลผมที่บ้านอยู่บ่อยๆ

        ช่วงหลังแม่ต้องพาผมไปฝากไว้ที่คลินิคทุกครั้งที่ครอบครัวต้องเดินทางไปไหนๆเพราะผมเริ่มมีปัญหาที่ขาหลังมากขึ้น เวลาเดินจะเจ็บ   เมื่อปีก่อนตอนแม่พาผมออกไปทำธุระ  ปรากฏว่าขาผมเจ็บมาก  ผมยังทำธุระไม่ทันเสร็จดีก็เสียหลักล้มทับลงบนกองผลงานของผมเอง จะลุกก็ลุกไม่ไหว  แม่เข้ามาช่วยยกขึ้น (แต่แม่ก็บ่นเจ็บหลังไปหลายวัน)  แล้วพาผมไปล้างทำความสะอาด   อากาศหนาว น้ำก็เย็น กว่าจะเสร็จ ทั้งแม่ทั้งผมหนาวสั่นไปตามๆกัน   วันนั้นผมนอนซมทั้งวัน ลุกไม่ขึ้น อยากนอนอย่างเดียว   พี่สาวคนเล็กมาเรียกไปกินอาหารก็ไม่อยากไป   ผมนอนจนแม่คิดว่าผมจะไม่รอดแล้ว   ตอนเย็นแด็ดดี้กลับมาดู ก็บอกว่าน่าจะพาผมไปหาดร.เมอร์ฟี่  แม่รีบโทร.ไปนัดทันที หมอให้ยาแก้ปวดมากิน  ก็ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้

       เมื่อต้นปี แม่พาผมไปตรวจสุขภาพ  หมอบอกว่าผมแก่มากแล้ว    ตามปกติหมาพันธุ์อย่างผมนี้ (เลบาร์ดอร์ผสมโกลเด้น รีทรีฟเวอร์และคอลลี่) จะอยู่ได้นานประมาณ ๑๓ ปีเป็นอย่างมาก  แต่ผมปาเข้าไปจะ ๑๕ ปีแล้ว นั่นก็แปลว่าผมอยู่เกินโควต้ามาพอสมควร      ถ้าจะพาผมมาฉีดยาให้หลับเมื่อไหร่ก็ได้ หมอจะจัดการให้  แต่แม่บอกว่าถ้าผมยังอยู่ได้ ก็จะดูแลกันไป จะรอให้ผมจากไปเองตามอายุขัยของผม

         หลังจากนั้นผมก็เริ่ม มีอาการกลั้นไม่ค่อยอยู่  แม่ต้องเหนื่อยมากเรื่องทำความสะอาด  แม่ว่าถ้าผมทำพื้นไม้เปียกหรือเลอะเทอะจะทำความสะอาดง่ายกว่าที่พรม ซึ่งแม่จะหัวเสียทุกครั้ง   แม่ต้องพาผมออกไปข้างนอกวันละหลายๆครั้ง  จะไปไหนต้องรีบกลับมาบ้านเพราะไม่อย่างนั้นจะต้องมาตามทำความสะอาดกับผลงานของผม

       ขาหลังของผมเริ่มมีปัญหามากขึ้นๆ และรับน้ำหนักตัวผมไม่ค่อยไหว ผมจะล้มบ่อยมาก   แม้แต่เวลานอน  ถ้าเป็นบนพื้นไม้ผมจะลุกขึ้นได้ยาก   ทุกคนที่อยู่ใกล้ต้องช่วยทั้งดึงทั้งดันเพื่อให้ผมลุกขึ้นไปกิน ไปทำธุระ   บางทีผมไปนอนแล้วไม่อยากลุกขึ้นเพราะมันเจ็บ   ยาก็ไม่ช่วยมากเท่าไหร่แล้วตอนนี้ 

        พอแม่มาเรียก ผมแค่ลืมตาขึ้นมาดูแล้วก็หลับตา แต่ถ้าผมไม่ลืมตาเลย แม่จะรีบเอามือมาอังที่จมูกผมเพื่อดูว่าผมยังหายใจอยู่หรือเปล่า   บางทีผมเห็นแม่ลูบหัวผมแล้วก็นั่งร้องไห้

        ผมตกบันไดอยู่หลายครั้งเพราะมองไม่เห็น  ยิ่งขาเจ็บก็ยิ่งไม่อยากเดิน   แด็ดดี้บอกแม่ว่าน่าจะถึงเวลาแล้ว  แม่บอกว่าแม่ยังไม่พร้อม ให้แด็ดดี้พาผมไปหาหมอก่อน  ดูว่าหมอจะว่าอย่างไร 

        ดร.เมอร์ฟี เห็นผมแล้วบอกแด็ดดี้ว่าผมน่าจะพร้อมแล้วเพราะต่อจากนี้ไป สุขภาพของผมจะแบบถอยหลังลงคลอง  เรื่องจะดีขึ้นเป็นไปไม่ได้ และจะเป็นการทรมานตัวผมมากขึ้น  ถ้าครอบครัวรักผมก็ควรจะปล่อยให้ผมไปอย่างสบายๆและมีศักดิ์ศรี   แต่นั่นก็ต้องแล้วแต่ทุกๆคนในบ้านด้วย

          ในที่สุดเมื่อแม่ทนเห็นผมทรมานไม่ไหว  แม่บอกกับแด็ดดี้ว่า แม่พร้อมแล้ว ให้แด้ดดี้โทร.ไปนัดหมอได้   แต่ก่อนจะถึงวันที่จะพาผมไปหาดร.เมอร์ฟี่   แม่ก็มานั่งมองผมแล้วร้องไห้เหมือนทุกวัน   ผมเองถ้าพูดได้ก็อยากจะบอกแม่และทุกๆคนว่า  ผมกำลังจะไปสบายผมจะไม่เจ็บไม่ทรมานแล้วครับ  อย่าเสียใจเลย  พอถึงวันจริงๆแม่ก็ทำไม่ได้ต้องโทร.ไปยกเลิก   ผมก็ต้องทนเจ็บต่อไปอีก

          บางคืนแม่ต้องตื่นมาตอนดึกๆเพื่อมาพาผมออกไปทำธุระ     แด็ดดี้ต้องเอาไม้มาทำเป็นสะพานให้ผมเดินลงทางบันไดหน้าบ้านเพราะขนาดแค่บันไดสามขั้นผมก็ยังขึ้นไม่ไหวต้องพยุงตัวและตั้งสติอยู่นานกว่าจะก้าวได้แต่ละขั้น   สะพานนั้นผมก็ไม่ชิน  บางทีเดินไปได้ครึ่งทางก็ก้าวพลาดตกลงไปที่พื้น ถึงจะไม่สูงมากแต่ก็เจ็บนะครับ

         และแล้ววันที่แม่พร้อมจริงๆก็มาถึง  คราวนี้แม่เป็นคนโทรไปนัดหมอเองเลย และถามว่าขั้นตอนมันเป็นอย่างไร หมอก็บอกแม่ว่าผมจะไม่เจ็บเลยตอนที่ผมจากไปแต่จะเจ็บตอนที่ผมโดนฉีดยา  แล้วแม่ก็ร้องไห้ทุกวันเหมือนเดิม และบอกผมว่าแม่  แด็ดดี้และพี่ๆขออโหสิกรรมที่ต้องให้หมอทำให้ผมหลับเพราะแม่ไม่อยากเห็นผมทรมานอีกต่อไปแล้ว

        คืนก่อนวันแห่งการพ้นทุกข์ของผม แม่มาบอกลาผมแล้วไปเข้านอน  แต่แด็ดดี้กลับสวนสนามออกมานั่งคุยกับผม ลูบหัวผมแล้วก็หลับไปด้วยกันคือแด็ดดี้อยู่บนเก้าอี้นอนยาวส่วนผมนอนอยู่ที่พื้น   ตอนเช้าแม่ออกมาเห็นก็เลยถามแด็ดดี้ว่า ต้องพาผมไปจริงๆเหรอ  แด็ดดี้บอกว่า ไม่ไป    ถ้าถึงเวลาของผม ผมก็คงส่งสัญญานบอกเอง

       ผมก็เลยได้ยืดเวลาการไปอยู่กับเซนต์ปีเตอร์ออกไปถึงสองครั้งสองครา  เหตุการณ์ต่อมาก็เหมือนเดิม   ผมเจ็บขา  เดินไม่ค่อยไหว    ตามองไม่เห็น  ทำบ้านเลอะเทอะ แม่ทำความสะอาดบ้าน    ไปไหนต้องรีบกลับมาเพราะเป็นห่วงผม    แด็ดดี้ผลัดกับแม่ตื่นมาเปิดประตูพาผมออกไปข้างนอก    แล้วผมก็ตกบันไดอีกครั้ง ซึ่งทำให้ผมไม่อยากทำอะไรเลยนอกจากนอนเฉยๆรอเวลาที่  ครอบครัวของผมจะพร้อมที่จะให้ผมจากไป

        วันที่พี่สาวคนโตกลับมาจากมหาวิทยาลัยเพราะปิดเทอม  แด็ดดี้บอกว่า ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว  จะพาผมไปหา ดร.เมอร์ฟี่แล้วนะ  คราวนี้จะไม่มีการยกเลิกอีก เพราะ     ผมทรมานมามากเกินพอแล้ว

         ถึงวันนัด  แด็ดดี้พาผมออกไปเดินที่สนามหน้าบ้าน แล้วก็เรียกผมขึ้นรถ ผมก็ไป แม่เอาคุกกี้มาให้กิน แล้วผมก็เห็นแม่ร้องไห้อีกแล้ว พี่สาวทั้งสองคนก็ร้องไห้ ส่วน แด็ดดี้ตาแดงๆ

          พยาบาลพาผมกับครอบครัวเข้าไปในห้องตรวจ เอาเอกสารมาให้แด็ดดี้เซ็น แล้วถามว่าจะให้ทำอย่างไรกับร่างของผม  แม่บอกว่าอยากให้เผาแล้วขอเอาเถ้ากระดูกผมกลับบ้าน จะเอาไปโรยที่ป่าหลังบ้านเพราะเป็นที่ๆผมชอบไปวิ่งเล่นตั้งแต่เล็กๆ

          สักครู่ดร.เมอร์ฟี่ก็เข้ามาพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ คือที่โกนขน และเข็มฉีดยา  และบอกว่าถ้าใครอยากจะออกไปรอข้างนอกก็ได้   แต่ครอบครัวผมอยากอยู่กับผมจนนาทีสุดท้าย

          หมอบอกพยาบาลให้กอดล็อคผมเอาไว้เพื่อที่ หมอจะได้โกนขนที่ขาผมได้สะดวก  ผมดิ้นนิดหน่อยเพราะไม่ชอบ จากนั้นหมอก็เอาน้ำอะไรสักอย่างมาหยดลงตรงส่วนที่โกนขนของผมออก  ผมรู้สึกเย็น แล้วก็เจ็บแปล็บ  ผมเลยดิ้นอีก หมอถอนเข็มออกหลังจากเดินยาไปได้ครึ่งหลอด       แด็ดดี้ต้องเข้ามาช่วยกอดผมไว้  แม่ยืนกอดพี่ๆมองดูผมด้วยน้ำตานองหน้า  ผมได้ยินแด็ดดี้กระซิบที่ข้างหูว่า   หลับให้สบายนะ     ผมรู้สึกเจ็บอีกแปล็บแต่คราวนี้ผมง่วงเกินกว่าจะดิ้นรนแล้ว   ผมเลยคิดว่าผมจะนอนหลับดีกว่า  แต่ก่อนที่ตาของผมจะปิดลงผมเห็นแม่กับพี่ๆเดินมากอดผมแล้วบอกว่า รักผมและดีใจที่ได้ผมมาเป็นสมาชิกของครอบครัว…….ผมก็รักครอบครัวของผม ครับ     ขอบคุณแด็ดดี้ แม่และพี่สาวทั้งสองคนที่ให้ความรักและดูแลผมเป็นอย่างดีกว่า ๑๕ ปี ..,,,,และลาก่อนครับ

 

จาก    ดัชท์   ครับผม

 >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ใครเป็นแฟนเทนนิสมาอ่านที่นี่นะคะ น้องจิมมี่มีเรื่องราวสนุกๆมาเล่าสู่กันฟังค่ะ พร้อมมีอีเมล์มาบอกเกี่ยวกับภาพประกอบเรื่องว่า…

“พี่อ้อยคะ

ส่งเรื่องมาให้อีกค่ะ เพราะไหนๆก็เป็นเเฟนเทนนิส เเละตอนนี้การเเข่งขัน Australian Open 2012 ก็กำลังเเข่งอยู่ เลยขอเกาะกระเเส

(คำนี้มาเเรงในวงการข่าวบ้านเรา เลยขอนำมาใช่บ้าง กันตกเทรนด์ฮาไหมคะ) 

เรื่องมาก่อน เดี๋ยวคริสเเก้คอมพ์ อีกเครื่องเสร็จ จะส่งภาพมาให้นะคะ เพราะภาพอยู่ในนั้นทั้งหมดค่ะ

คิดถึงน้อยลงเเล้วค่ะเพราะได้เม้าท์กันทางเมล์บ่อยขึ้น
จิมมี่ค่ะ

ตอบ    โอ้โห..จิมมี่ เก็บรายละเอียดจนพี่มองเห็นภาพเลยสนามเทนนิสเลย คิดถึงน้อยลงไม่เป็นไร เขียนมาคุยมากขึ้นก็แล้วกันจ้ะ

                                                            

                 

                                    เที่ยว นิว ยอร์ค  ดู เทนนิส  US Open 2011  (เรื่องและภาพ :   สุขาวดี)

……การเเข่งขันเทนนิส ออสเตรเลียน โอเพ่น ๒๐๑๒ เริ่มเเข่งกันมาตั้งเเต่อาทิตย์ที่เเล้ว ตอนนี้เข้ามารอบสามเเล้ว     บังเอิญปีที่เเล้วโชคดีได้มีโอกาสเดินทางไปดูการเเข่งขันเทนนิส ยูเอส โอเพ่น ๒๐๑๑ ถึงขอบสนาม  ก็เลยขอเก็บเอามาเขียนเล่าสู่กันฟัง

เราตัดสินใจว่าจะไปดูเทนนิส ยูเอส.โอเพ่น  ตั้งเเต่ตอนต้นปี เเต่กว่าจะได้ลงมือจองตั๋วกันจริงๆ เวลาก็ล่วงเลยไปอีกหลายเดือน   ต้องตัดสินใจซื้อตั๋วเป็นเเพ็คเก็ต  ซึ่งจะได้ดูการเเข่งขันตั้งเเต่รอบสอง รอบสาม  เเละควอเตอร์ ไฟเเน่ล เท่านั้น  เนื่องจากมีเวลาเพียงเเค่เจ็ดวัน  เเละยังต้องตัดไปอีกสองวันเพื่อการเดินทางไปและกลับจากนิว ยอร์ค

สามอาทิตย์ต่อมา ได้รับตั๋วทางไปรษณีย์   ลองเช็คดูเเผนผังที่นั่งจากเว้ปของ  USTA ปรากฏว่า ที่นั่งของเรา ที่สนาม อาร์เธอร์  เเอช   ไกลมาก   คาดว่าคงจะเห็น บรรดานักหวด ตัวเท่าไม้ขีดไฟ เเน่ๆ

วันพุธ………..

ออกจากบ้านตั้งแต่ตี๔โดยมี เพื่อนขับรถมาส่งที่สนามบินเบอร์มิ่งแฮม   เครื่องออกตรงเวลา  รอเปลี่ยนเครื่องที่ชิคาโก สามชั่วโมงแล้วบินต่อไปที่นิวยอร์คเลย

รับกระเป๋า   แวะซื้อตั๋วรถไฟฟ้าและรถประจำทางที่สนามบิน ดูเส้นทางว่าจะไปโรงแรมอย่างไร แล้วก็ลากกระเป๋าเดินทางมารอรถที่หน้าสนามบิน LaGuardia

ลงรถแล้วก็ต้องต่อรถไฟฟ้าอีกทีซึ่งตอนนี้ทุลักทุเลพอประมาณ เพราะว่าต้องลากกระเป๋าขึ้นบันได และรูดตั๋วรถไฟฟ้าเพื่อจะเข้าไปรอที่ชานชาลารถไฟฟ้า

คริสผ่านไปก่อนแล้วหันมาเตือนว่าต้องลากกระเป๋าเร็วๆเพราะไม่อย่างนั้นจะผ่านไปไม่ทัน ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ    เรารูดตั๋วอีกครั้งแต่ก็ยังไปไม่ได้ เลยต้องไปบอกเจ้าหน้าที่ขายตั๋วซึ่งเป็นคนดำแต่หน้าตาดี   เค้าบอกให้เรารูดตั๋วอีกครั้งแล้วบอกว่าให้ผ่านเข้าไปทางประตู (ฉุกเฉิน)  เราก็เดินไปขยับดู ประตูก็ยังไม่เปิด เค้าก็บอกว่า “At the gate”   เรายังเถียงเค้าอีกว่ามันเปิดไม่ได้

จนมีผู้โดยสารที่ผ่านออกมา  บอกว่าที่เราพยายามเขย่าอยู่นี่ไม่ใช่ประตู  แต่มันอยู่ตรงใกล้ๆช่องทางออกสำหรับผู้โดยสารที่ลงจากรถไฟฟ้าโน่น   เราหน้าแตกตั้งแต่เหยียบนิว ยอร์คได้ไม่ถึงสองชั่วโมงดี  แต่ไม่เป็นไรเพราะว่าเราคงไม่ได้เป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่หน้าแตกที่นี่

ลงรถไฟฟ้าที่สถานี ควีนส์ บอร์โร่แล้วก็ต้องลากกระเป๋าลงจากบันได    คริสกำลังจะหันหลังมาช่วยหิ้วกระเป๋า    แต่มีวัยรุ่นหน้าตาบอกว่าเป็นชาวเม็กซิกันที่เดินตามหลังมา  คว้ากระเป๋าของเรา แล้วหิ้วลงบันไดไปตัวปลิว ขณะที่เรายังงงๆอยู่แต่ก็ยังมีสติดีพอที่จะวิ่งตาม  โชคดีที่ไม่ตื่นตูมและมองโลกในแง่ดีพอประมาณ   พอถึงบันไดขั้นสุดท้าย เค้าก็วางกระเป๋าให้ เรารีบขอบคุณแทบไม่ทัน

จากนั้นก็ลากกระเป๋ากันมาเข้าพักที่โรงแรม คันทรี่ อินน์ แอนด์  สวีท    เสร็จแล้วเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าไปเที่ยวเซ็นทรัล ปาร์ค   ปาร์คที่ใหญ่และมีชื่อเสียงมากของทั้งเมืองนิว ยอร์ค และประเทศอเมริกา

ลงรถไฟฟ้าที่สถานี ไทม์  สแควร์ แล้วเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ ก็มาถึง บริเวณปาร์ค  ผู้คนเยอะแยะมากหน้าหลายตา  ต่างคนต่างทำกิจกรรมของตัวเอง   มีของต่างๆวางขาย   และมีศิลปินวาดภาพเหมือน   ภาพการ์ตูน  ซึ่งเราสังเกตุเห็นว่า เป็นชาวเอเชียเป็นส่วนใหญ่   ตั้งท่าจะถ่ายรูปแต่คริสชี้ให้ดูป้ายที่เค้าไม่อนุญาตให้ถ่าย  เราเลยไม่กล้า

ระหว่างเดินนึกขึ้นมาได้ว่าหนูต๊ต๊ะลูกสาวคนเล็กบอกให้ถ่ายภาพ สตอร์เบอร์รี่ ฟีลด์ และ ตรงจุดที่เป็นอนุสรณ์ ที่ทางเมืองนิว ยอร์ค ทำขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึง จอห์น เลนนอน  สมาชิกหนึ่งในสี่ของวง เดอะ บีเทิ้ลส์ ที่ถูกแฟนเพลงยิงสียชีวิตที่หน้า อพาร์ทเม้นท์  ดาโกต้าของเค้าที่ถนน ๗๑ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๑๙๘๐

เลยเดินไปทางนั้น แต่ถ่ายภาพไม่ได้เพราะว่า เราลืมชาร์ตแบ็ตเตอรรี่กล้องถ่ายรูป น่าเสียดายมากๆเพราะว่า มีคนเอาดอกไม้และรูปภาพ ของจอห์น เลนน่อน มาวางเอาไว้   นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาแวะถ่ายรูปกันเป็นการใหญ  เราหมายมาดว่าจะแวะมาใหม่ในวันหลัง

ไปกินอาหารไทยที่ร้านผ่องศรี ซึ่งเป็นร้านที่เพื่อนแนะนำมา  เสร็จแล้วเดินไปเรื่อยๆจนถึงบริเวณ ไทม์ สแควร์ ผู้คนยิ่งหนาแน่น มากขึ้น ทั้งเดิน ทั้งนั่ง ทั้งแวะซื้อของ เข้าแถวซื้อตั๋วดูละครบรอดเวย์ ซึ่งจะหาดูชื่อเรื่องและสถานที่แสดงได้จากป้ายโฆษณาที่ติดเอาไว้บนตึกทั้งสองข้างทาง

ช่วงค่ำ ขึ้นรถไฟฟ้ากลับมาที่รร.ดูการแข่งขันเทนนิสทางทีวี. แล้วศึกษาเส้นทางว่าจะไปที่ฟลัชชิ่ง เมโดวส์ สถานที่แข่งขันเทนนิส ยูเอส.โอเพ่น ๒๐๑๑ ในวันรุ่งขึ้นอย่างไร…….

วันพฤหัส……..

เป็นวันแรกของการไปดูเทนนิส ยูเอส.โอเพ่น ที่ ฟลัชชิ่ง  เมโดว์ส ของเรา    ตื่นเต้นมากๆเพราะว่าเคยดูแต่ในทีวี.  แต่คราวนี้ได้มาดูถึงที่สนามแข่งขัน

เรากินอาหารเช้า(ที่ไม่อร่อยที่สุด)ที่โรงแรม  แล้วเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า ประมาณ ๒๐นาทีก็ถึงฟลัชชิ่ง เมโดวส์  มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเยอะแยะทีเดียว   ต่างคนต่างก็มุ่งหน้าสู่สนามแข่งขัน

เจ้าหน้าที่ประกาศให้แฟนๆทราบว่า ใครควรจะไปทางไหนจะได้ไม่เสียเวลา   อย่างเช่นถ้าจะมารับตั๋วไปทางหนึ่ง ถ้ามีตั๋วอยู่แล้วและมาตัวเปล่าก็ไปทางด่วนได้ไม่ต้องสียเวลา    แต่ถ้ามีกระเป๋าต้องไปเข้าอีกแถวเพื่อรอตรวจค้น     และกระเป๋าแบ็คแพ็คห้ามเข้าเด็ดขาด  คอมพิวเตอร์  ก็ห้าม ขวดน้ำดื่มที่เป็นอะลูมินั่ม  หรือแก้ว ก็ห้าม( เพราะกลัวจะเอาไปขว้างลงในสนาม)  หรือแม้แต่ขวดสเปรย์ฉีดกันแดด    ร่มกันแดด ถ้าใหญ่เกินกว่าที่กำหนดก็ห้าม  ป้ายโปสเตอร์เชียร์ ผู้เล่นคนโปรดของเราก็ห้าม และอีกหลายๆห้าม

ผ่านการตรวจค้นไปได้แล้ว   ก็เอาตั๋วไปให้เจ้าหน้าที่สแกนที่ประตูใหญ่  พอผ่านเข้าไปได้ก็มีเจ้าหน้าที่มาคอยให้คำแนะนำและบอกทางหรือคอยตอบคำถาม

เรา แว้บเข้าไปที่สนามหลุยส์  อาร์มสตรอง ก่อนอื่นเพราะเช็ครายการแข่งขันมาแล้วว่า ที่สนามนี้  Jelena Jankovic (ที่นักข่าวตั้งนิคเนมให้ว่า เจเจ) นักเล่นสาวจากประเทศเซอร์เบีย มือวางอันดับที่  ๑๑ สาวคนนี้จัดเข้าประเภทสูงยาว ขาวดี แต่หน้าตาไม่สวย วันนี้จะแข่งกับ Jelena Dokicจากออสเตรเลีย

ที่สนามนี้ เราไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้าสำหรับวันนี้  เพียงแต่ซื้อตั๋วผ่านประตูใหญ่ ( General Admission) เข้ามาราคาเพียง ๑๐ ดอลล่าร์  แต่เพราะเรามาเร็วก็เลยได้ที่นั่งดีมากห็นผู้เล่นชัดเจน  มีบางส่วนที่กันไว้สำหรับผู้ที่ซื้อตั๋ว คือมาตอนไหนก็เข้ามาได้เลยเพราะที่นั่งอยู่แล้ว

ตอนที่เดินหาที่นั่ง เห็น Juan Carlos Ferrero อดีตแชมป์ เฟร้นช โอเพ่น จาก สเปนกำลังวอร์มอัพ อยู่ และจะลงเล่นกับ Gale Monfils  มือวางอันดับ ๗ จาก ฝรั่งเศส หลังจากคู่หญิงเดี่ยวจบลง

คริสออกไปหาซื้อเครื่องดื่มและเข้าห้องน้ำ   อากาศเริ่มร้อนมากขึ้น แฟนๆก็เข้ามานั่งกันจนเกือบเต็มสนาม    กว่าคริสจะกลับมาก็จบเซ็ทแรกพอดี

เราสงสัยว่าทำไมคริสไปนานมาก มัวไปจีบสาวขายเครื่องดื่มอยู่หรือไร   คริสกลับมาบอกว่าทางเจ้าหน้าที่อนุญาตให้แฟนๆเข้าและออกจากสนามได้ทุกๆ สามเกม และถ้าเข้ามาแล้วต้องรีบหาที่นั่งทันทีที่ผู้ตัดสินบอกว่าได้เวลาแข่งแล้ว  จะเดินเพ่นพ่านไม่ได้โดยเฉพาะ พวกที่นั่งบนอัฒจรรย์หลังผู้แข่งขัน  เพราะจะเป็นการรบกวนทำให้เสียสมาธิในการเล่น

เราสังเกตเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ประจำสนามมากจริงๆ   พวกนี้ใส่เสื้อสีต่างกันเพื่อจะได้แยกออกว่าใครทำหน้าที่อะไรและที่ไหน   รายละเอียดนี้เราถามจากเจ้าหน้าที่ (ใส่เสื้อสีเทาหรือสีน้ำเงิน  ด้านหลังเขียนว่า U.S.Open Staffs ) ที่มีหน้าที่คอยช่วยหาที่นั่งให้แฟนๆ พร้อมๆกับที่คอยกันไม่ให้แฟนๆเข้าออกสนามในช่วงที่การแข่งขันกำลังดำเนินอยู่

นอกจากนี้ก็ยังคอยบอกให้พวกที่นั่งตรงบันได ไปหาที่นั่งให้เป็นที่เป็นทาง เพราะว่ามันจะดูไม่สวยงามและไม่เป็นระเบียบ  ทำให้เสียภาพพจน์เนื่องจากรายการนี้ถ่ายทอดไปทั่วโลก

สำหรับพวก รักษาความปลอดภัยทั่วไปและรอบๆสนาม จะใส่เสื้อสีแดง ด้านหลังเขียนว่า  U.S. Open Security    ส่วนพวกรักษาความปลอดภัยบนคอร์ทจะใส่เสื้อสีเหลือง ด้านหลังเขียนเหมือนพวกใส่เสื้อสีแดง  พวกนี้จะคอยคุ้มกันผู้เล่น ( เพราะกลัวโดนแฟนๆรุมขอลายเซ็น และทำอันตราย ) เวลาเดินลงมาในคอร์ท และจะแยกย้ายกันกันไปนั่งแอบๆอยู่ริมคอร์ท  พอผู้เล่นพักระหว่างเกม พวกเจ้าหน้าที่ก็มายืนหันหน้ามาทางแฟนๆรอบๆคอร์ท เผื่อใครที่คิดไม่ซื่อต่อผู้เล่นเกิดกระโดดลงมาในคอร์ทจะได้จัดการล็อคตัวได้ทันท่วงที

เสื้อที่เราชอบมากที่สุดเป็นเสื้อของเด็กเก็บลูกเทนนิส   เป็นเสื้อยี่ห้อโปโลสีน้ำเงินเข้ม

ขลิบสีเขียวที่ปกคล้ายเสื้อของกรรมการกำกับเส้น เพียงแต่ด้านข้างเป็นสีเขียวและสีส้ม ตรงกลางหลังเป็นสัญญลักษณ์ม้าตัวใหญ่  ตอนหลังเราไปถามหาที่ร้านโปโล เค้าบอกว่าไม่มีขาย ทางบริษัทผลิตมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

พวกกรรมการกำกับเส้นจะสลับตำแหน่งกัน และเปลี่ยนเป็นชุดๆ เพราะว่าอากาศร้อนและบางคนต้องยืน   บางแมชท์แข่งกันนานสาม สี่หรือบางทีถึงห้าชั่วโมง น่าสงสารเหมือนกัน  แต่ค่าเหนื่อยก็มากพอดู   แต่ถ้าเป็นผู้ตัดสินหรือ Chair Umpire  ต้องนั่งอยู่ตลอด ไม่มีการเปลี่ยนจนกว่าจะจบการแข่งขัน   ซึ่งรายได้ก็จะมากกว่าพวกกรรมการกำกับเส้น    ยิ่งถ้าเป็นพวกที่มีเหรียญทองมาการันตี ก็ยิ่งมีงานเข้ามาก รายได้ก็คุ้มเหนื่อยเพราะถ้าสังเกตกันดีๆ จะเห็นว่าหน้าตาเดิมๆทั้งนั้นในรายการแข่งขันใหญ่ๆ

บังเอิญไปอ่านเจอในหนังสือพิมพ์  The New York Times ( ที่มีคนทิ้งเอาไว้บนรถไฟฟ้า) บอกว่า แชร์ อัมไพร์ ได้ค่าเหนื่อยวันละ ๑๘๕ ดอลล่าร์  ค่าอาหารและค่าที่พักต่างหาก   แต่ก็ยังบ่นกันว่าน้อยกว่า ที่Wimbledon ซึ่งจ่าย ๑๘๙ ยูโร หรือประมาณ ๓๐๖ ดอลล่าร์   หรือที่ French Open ซึ่งจ่าย ๑๙๐ยูโร หรือ ประมาณ ๒๗๐ ดอลล่าร์     รายการที่จ่ายให้มากที่สุดคือ Australian Open คือประมาณ ๓๘๓  ดอลล่าร์ ออสเตรเลีย

การแข่งขันระหว่าง  Ferrero  กับ Monfils เป็นเเมทช์ที่สนุกมาก  เพราะผู้เล่นทั่งสองคนมีเเฟนๆมาเชียร์ทั้งที่เป็นชาวอเมริกัน   ชาวสเปนิช (เเละพวกที่พูดภาษาสเปนิช อย่างพวกอเมริกากลาง) พวกนี้เชียร์ Ferrero รวมทั้งเราด้วย   ส่วนคริสจัดตัวเองไปอยู่กับเเฟนๆ Monfils เเละ เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ข้างหน้าเรา

เจ้าหน้าที่สองคนนี้บอกว่า ทุกปีจะได้ประจำอยู่ที่สนามนี้ ได้เห็น  หนุ่ม Monfils เเข่งมาหลายต่อหลายครั้งเลยรับประกันได้ว่า จะเป็นเเมทช์ที่สนุก ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เค้าบอก ถึงเเม้ Monfils จะเเพ้ไป อย่างเฉียดฉิว เเต่เล่นกันถึง ห้าเซ็ท เรียกว่าคุ้มราคาค่าตั๋วมาก

คู่ต่อมาเป็นการเเข่งขันระหว่าง  Mardy Fish  มือวางอันดับ ๘ ชาวอเมริกัน  กับ  Malek Jaziri  จาก ประเทศตูนีเซีย

สำหรับคู่นี้ มีเเฟนๆมาดูไม่มากเท่าไหร่เพราะว่า เป็นเเมทช์ที่รู้กันอยู่เเล้วว่าหนุ่มอเมริกัน   จะชนะอย่างง่ายดาย    เราดูเพียงเเค่เซ็ทเดียวเเล้วออกไปเดินยืดเเข้งยืดขา เเละหาอะไรรองท้อง

อากาศเริ่มเย็นลงเมื่อพระอาทิตย์ตก  ดีที่เราเตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย  เดินเเวะไปที่คอร์ท ๖  เพื่อเชียร์คู่ของ Melanie Oudin  กับ  Jack Sock  ชาวอเมริกัน  ซึ่งเเข่งกับ  Gisela Dulko เเละ  Eduardo Schwank จากอาร์เจนตินา

ตอนที่เราเข้าไปหาที่นั่ง  คู่ของอเมริกันเอาชนะได้ในเซ็ทที่สอง หลังจากเสียเซ็ทเเรก   แต่ก็สามารถเอาชนะไปได้ในที่สุด ได้เข้าไปเล่นในรอบถัดไป

เดินต่อไปยังคอร์ท ๑๗ เพื่อแวะดู   Alexandr Dolgopolov มือวางอันดับที่ ๒๒ จากยูเครนแข่งกับ Flavio Cipolla  จากอิตาลี  คู่นี้ ผู้เล่นจากยูเครนเป็นผู้ชนะ และจะไปเจอกับผู้ชนะระหว่าง  Novac Djokovic  กับ  Carlos  Berloca ซึ่งจะเล่นที่คอร์ท อาร์เธอร์ แอช  ในตอนค่ำวันรุ่งขึ้น

ระหว่างที่เดินตามคนอื่นๆออกจากคอร์ท ๑๗  คริสเอารายการแข่งขันที่คอร์ท ๑๓ ให้ดูเป็นการแข่งขันหญิงคู่ ของนักหวดสาวมือหนึ่งของไทย คือ แทมมารีน ธนสุการ กับ Marina Erakovic  จากนิวซีแลนด์   ก็เลยแวะไปเชียร์

มีคนดูไม่มากนัก เพราะว่า เป็นคอร์ทเล็ก   ที่นั่งดูมีน้อย  และคนส่วนมากจะเน้นไปดู ชายเดี่ยวหรือหญิงเดี่ยวมากกว่า

คู่นี้แข่งกันสามเซ็ท  คู่ของแทมมารีน  เล่นได้ดีพอสมควร  แต่ก็แพ้ไป   หลังการแข่งขันเราตั้งใจว่าจะเข้าไปขอลายเซ็นและถ่ายรูปด้วย   แต่เห็นเธอยุ่งๆและเหนื่อยเลยไม่อยากเข้าไปรบกวน

ก่อนออกจากบริเวณสนามแข่งขัน  แวะซื้ออาหารเย็นซึ่งทุกอย่างราคาแพงมากกว่าปกติสองสามเท่า   อย่างเช่น ไส้กรอก และ ฮ้อทด็อก ขนาด ๑ฟุต ไก่ทอดสามชิ้นพร้อมเฟร้นช์ ฟราย อีก สี่ห้าชิ้น ราคา ๕ ดอลล่าร์ ๔๕เซ็นต์  น้ำดื่มยี่ห้อ evian ขนาด ๑๖   ออนซ์ ราคา ๓.๔๕ ดอลล่าร่ ขนาด  ๓๒   ออนซ์  ราคา ๕.๔๕ ดอลล่าร์ เป็ปซี่ขนาด ๒๐  ออนซ์ ราคา ๕.๔๕ ดอลล่าร์    เบียร์ ไฮนิเค่น ขนาด ๓๒  ออนซ์ ขวดละ๘ ดอลล่าร์   ถ้าเป็นกระป๋องขนาด ๑๖ ออนซ์  กระป๋องละ ๖ ดอลล่าร์   ถ้าเป็นแก้ว ขนาด ๑๒   ออนซ์ ราคา ๔ ดอลล่าร์    มันทอดราคา ๔ ดอลล่าร์ ๔๕เซ็นต์

ระหว่างที่นั่งจัดการอาหารเย็นถือโอกาสดู คู่ของ  Robby Genepri กับ  John Isner บนจอยักษ์ด้านหน้าของสนาม อาร์เธอร์  แอช

เราเป็นแฟนคลับของ John Isner หนุ่มอเมริกันรายนี้มาตั้งแต่ปีก่อนซึ่งเขาได้ถูกจารึกชื่อในประวัติศาตร์การเล่นเทนนิสที่นานที่สุดถึง ๑๑  ชั่วโมงกับอีก ๕ นาที  โดยในเซ็ทที่สามต้องแข่งกับ Nicolas Mahut จน  Isner  เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ ๗๐ ต่อ ๖๘  เกม ที่Wimbledon

ไม่ได้อยู่ดูจนจบการแข่งขันเพราะดึกเกินไป   เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานี กลับถึงโรงแรมเกือบๆเที่ยงคืน

วันศุกร์………. 

วันนี้ไม่ต้องรีบไปที่ Flushing Meadows  เพราะว่าเรามีตั๋วสำหรับช่วงบ่ายสี่โมงเย็น ก็เลยมีเวลาที่จะไปเดินเที่ยวที่ เซ็นทรัล ปาร์คกันอีกครั้ง

คราวนี้ เราเตรียมชาร์ทแบ็ตเตอร์รี่กล้องถ่ายรูป ตั้งแต่เมื่อคืน  น่าเสียดายมากๆที่ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปตัวใหญ่มาด้วย  เพราะเช็คในเว้ปของ USTA บอกว่าห้ามนำกล้องที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้เข้าไป   แต่ก็เห็นคนนำกล้องเข้ากันไปเยอะแยะ

แวะไปกินอาหารอินเดียสำหรับมื้อกลางวัน แล้วก็เดินไปเรื่อยๆจนถึงเซ็นทรัล ปาร์ค  ได้ถ่ายภาพที่ สตอร์เบอร์รี่ ฟีลด์  และที่ อนุสรณ์ ของ จอห์น เลนน่อน อย่างที่ตั้งใจ เพียงแต่ว่าวันนี้ไม่มีดอกไม้และรูปภาพมาวางอยู่ด้วยเลยดูแห้งแล้งและขาดสีสัน

เดินออกมาตรงทางออกของปาร์ค    เห็นรถสามล้อสีสันสวยงามจอดรอให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่    เราแวะซื้อเข็มกลัดติดเสื้อรูป จอห์น เลนน่อน และ เดอะ บีทเทิ้ล เอาไว้ฝากลูกสาวทั้งสอง

ถึงหน้าอพาร์ทเม้นต์ ของ จอห์น เลนน่อน  มีนักท่องเที่ยวแวะถ่ายรูปกันอยู่พอประมาณ ก็เลยต้องแวะถ่ายกับเค้าบ้างเพราะไหนๆก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว

เสร็จแล้วเดินลัดเลาะไปตามถนน ก็มาถึง บริเวณ ไทม์ สแควร์  คนยิ่งหนาแน่นมากกว่าเมื่อวันก่อนเพราะว่าเป็นวันศุกร์   หยุดถ่ายรูปตึกสูงเสียดฟ้า   ป้ายโฆษณา  และนักท่องเที่ยว

เห็นสาวผมบลอนด์  ในชุดบิกีนี่สีขาว ใส่หมวกคาวบอย สะพายกีตาร์ ร้องเพลงอยู่ที่ริมถนนเลยยกกล้องขึ้นมาเล็ง  เธอหันมาเห็นพอดี เรานึกว่าเธอคงจะบอกว่าห้ามถ่ายภาพแต่กลายเป็นว่าเธอหันมายิ้มและโพสต์ท่าให้ถ่ายอย่างดี  เราขอบคุณเธอไปในขณะที่มีนักท่องเที่ยวหนุ่มๆสามสี่คนเดินมาขอถ่ายภาพด้วย  เธอตรงเข้ากอดคอหนุ่มทันที  ถ่ายเสร็จก็ขอค่าเสียหาย  หนุ่มๆก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายไปตามระเบียบ  ก็บอกแล้ว  ของฟรีไม่มีที่ นิว ยอร์ค

ใกล้เวลา  รีบเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานี คราวนี้ต้องต่อสองทอดเพราะว่าขึ้นผิดขบวน  แต่ก็ถึงฟลัชชิ่ง เมโดวส์ ประมาณ บ่ายสามโมงเศษๆ  ปรากฏว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้า เพราะว่ายังไม่ได้เวลา  ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่ให้เข้า   โดยเค้าให้เหตุผลว่า ตอนนี้มีคนอยู่ภายในสนามมากแล้ว  ต้องรอให้พวกที่ถือตั๋วสำหรับช่วงช่วงเช้าออกไปก่อนบ้างไม่อย่างนั้นจะแออัดเกินไป  เกิดมีปัญหาอะไร ( อย่างเช่นโดน วางระเบิด )  จะอพยพคนออกไม่ทัน   ยิ่งเป็นช่วงใกล้ 9/11ต้องระวังกันมากเป็นพิเศษ) ดังนั้น พวกที่มาเร็วเกินไปก็ต้องรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่ ไปก่อน

สี่โมงตรง  จึงได้ผ่านประตูเข้าไป เรารีบเดินไปที่สนาม  หลุยส์  อาร์มสตรอง เพื่อจับจองที่นั่งแต่ วันนี้เราไม่โชคดีเหมือนเมื่อวันก่อน เพราะเรามาช้าเลยหาที่นั่งใกล้ๆคอร์ทยากหน่อย

คู่แรกที่ได้ดูคือ  James Blake กับ David Ferrer มือวางอันดับ ๕  ชาวสเปน ซึ่ง  Ferrer  ชนะไปสามเซ็ทรวด   เสร็จแล้วต่อด้วยคู่ของ Sabine Lisicki   สาวสวยชาวเยอรมันมือวางอันดับ ๒๒ (ที่ได้เข้ารอบถัดมาโดยไม่ต้องแข่งเพราะ Venus Williams ขอถอนตัวเนื่องจากไม่สบาย) กับ Irina Falconi ชาวอเมริกัน   งานนี้สาวเยอรมันชนะสองเซ็ทรวด

ย้ายวิกไปที่สนามอาร์เธอร์  แอช  เพื่อดูคู่ของ Maria  Kirilenko  มือวางอันดับ ๒๕ จากรัสเซีย  กับ   Christina McHale  เด็กสาวชาวอเมริกันซึ่งเป็นความหวังใหม่ของเพื่อนร่วมชาติ แต่ Kirilenko  ก็ดับความหวังของแฟนๆชาวอเมริกันลงอย่างราบคาบด้วยเวลาเพียงชั่วโมงเศษๆเท่านั้น

ต่อมาเป็นคู่ของ Andy Roddick   กับ Jack Sock (คนเดียวกับที่เล่นคู่ผสมกับ Melanie Oudin )    ซึ่ง Roddick   เป็นผู้ชนะ  ตามความคาดหมาย

ผู้สันทัดกรณีหลายคนให้ความเห็นว่าอนาคตของ Jack Sock น่าจะไปได้สวย ถ้าขยันแข่งขันหาประสบการณ์อย่างสม่ำเสมอ

วันเสาร์……….

        เป็นอีกวันหนึ่งที่เรามีตั๋วในช่วงบ่ายสี่โมง  ก็เลยมีเวลาในตอนเช้ามากหน่อย    เพราะว่าตื่นกันสายเลยยกยอดอาหารเช้าไปกินพร้อมกับอาหารกลางวัน    และถือโอกาสห่อเอาอาหารที่เหลือติดไปที่ ฟลัชชิ่ง เมโดวส์ ด้วย  แวะซื้อน้ำดื่มที่ปั้มน้ำมันเพราะราคาถูกกว่าซื้อที่สนามแข่งขัน

ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีแกรนด์  เซ็นทรัล  เดินเล่นกันไปเรื่อยๆ แต่มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ Ground Zero   ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของ  เวิร์ด เทรด เซ็นเตอร์  ที่ตอนนี้กลายเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สำหรับผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์9/11

มีนักท่องเที่ยวมากมายเดินกันขวักไขว่เพราะว่าอีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันครบรอบ๑๐ปีของการสูญสียครั้งใหญ่อีกครั้งที่เกิดขึ้นแก่ชาวอเมริกัน

ตรงส่วนที่เป็นอนุสรณ์สถานจริงๆถูกกั้นและบังเอาไว้ด้วยรั้วและผ้าพลาสติค   ผู้คนจึงได้แต่เดินผ่านเข้าไปแอบดูตรงช่อง    บางส่วนยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยดี  แต่ได้ทราบมาว่าจะมีกิจกรรมต่างๆในช่วงนี้ทุกปี    ตอนที่เราเดินผ่านไป  การวิ่งมาราธอนเพิ่งเสร็จสิ้นลงและกำลังมีการมอบรางวัลกันอยู่

เราเดินกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีไทม์ สแควร์ เพื่อต่อไปยัง ฟลัชชิ่ง  เมโดวส์  คราวนี้ถึงหน้าประตูใหญ่เกือบสี่โมงเย็นแต่ก็ยังพอหาที่นั่งที่สนาม หลุยส์ อาร์มสตรอง ได้แม้จะไม่ใกล้ขอบสนามนัก

วันนี้เราได้ดูคู่ของ Alexandr Dolgopolov (อีกครั้ง) กับ Ivo Karlovic ชาวโครเชีย ที่คอร์ท ๑๗  แล้วไปต่อด้วยคู่ผสมระหว่าง Melanie Oudin  / Jack Sock   กับ Liezel Huber/ Bob Bryan  ( Bob Bryan กับ Mike Bryan พี่ชายฝาแฝด เป็นมือวางอันดับหนึ่งชายคู่ และได้แชมป์มาหลายรายการ แต่คราวนี้พลาดท่าตั้งแต่รอบแรก)  ปรากฏว่าคู่ของ Melanie Oudin  / Jack Sock   เอาชนะไปได้ (และสามารถคว้าแช้มป์คู่ผสมได้ในที่สุด)

ไปต่อที่สนาม อาร์เธอร์  แอช  เพื่อดูคู่ของ Djokovic  กับ Davydenko   แล้วต่อด้วย Ana  Ivanovic  สาวจาก เซอร์เบีย กับ Sloane Stephens สาวผิวดำจากอเมริกาวัย ๑๘ ซึ่ง   Ivanovic     อาศัยประสบการณ์ที่มีมากกว่าเอาชนะไปสองเซ็ทรวดไปเจอกับ Serena Williams ในรอบถัดไป

วันอาทิตย์………….    

ด้วยความที่มีประสบการณ์มาสองสามวันแล้ว  วันนี้เลยไปถึงสนามก่อนสี่โมงเย็นเล็กน้อย    มีการแข่งขันชายเดี่ยวระหว่าง Rafael Nadal  กับ David Nalbandian    และ Andy Roddick   กับ Julian Benneteauที่ สนามอาร์เธอร์  แอช ส่วนหญิงเดี่ยวเป็นคู่ของ  Samantha Stosur กับ  Maria Kirilenko  ที่แกรนด์ สแตนด์

ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปดูเพราะ เราไม่มีตั๋วสำหรับสนาม อาร์เธอร์  แอช ในตอนเช้า   ส่วนที่ แกรนด์ สแตนด์   แถวยาวมากจริงๆ  เลยไปหาที่นั่งดูคู่ของ Andy Roddick  ทางจอยักษ์หน้าสนามแทน

ไปที่สนามหลุยส์  อาร์มสตรองเพื่อดู  John Isner   กับ  Alex Bogomolov Jr.  แข่งขันในรอบที่สาม

อัฒจรรย์ด้านล่างค่อนข้างแน่นเลยต้องไต่บันไดขึ้นไปด้านบน ยังพอหาที่นั่งได้  แล้วก็ค่อยๆเลื่อนลงมาเรื่อยๆเวลาที่มีแฟนๆสละที่นั่ง  จนได้ลงมาอยู่แถวล่างสุด ด้านหลังพวกแฟนๆที่ซื้อตั๋วแพงๆ

การแข่งขันเป็นไปอย่างตื่นเต้น เพราะทั้งสองคนมีแฟนคลับมากพอๆกัน ทั้งนี้เราประเมินเอาจากเสียงเชียร์ที่ตามมาทุกครั้งที่ผู้เล่นทั้งสองหวดลูกวินเนอร์

มีแฟนเทนนิสสองคนที่นั่งอยู่ที่อัฒจรรย์แถวหน้าด้านหลังของผู้ตัดสิน  พยายามพูดจารบกวน ทำให้ Bogomolov   เสียสมาธิในการเล่น  ผู้ตัดสินหันไปเตือนแต่ก็ยังไม่หยุด  จนในที่สุดต้องส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปเชิญตัวออกจากสนาม

เมื่อถึงเกมสุดท้ายในเซ็ทที่สาม    ก่อนที่  Isner จะเสิร์ฟ    เจ้าหน้าที่ประจำสนามได้ถอดโซ่ที่กั้นออกให้แฟนๆลงไปที่บริเวณที่นั่งด้านข้างทางเข้าออก เพื่อขอลายเซ็น     เราก็เป็นแฟนคลับ( ที่น่าจะแก่ที่สุด  ^-^)ของ Isner เช่นกัน  ก็เลยลงไปรอกับเค้าบ้าง

ถึง Bogomolov  จะแพ้ไปสามเซ็ทรวด  แต่ก็ยังมีน้ำใจแจกลายเซ็นให้กับแฟนๆ    พอ Isner เดินมาถึงก็แจกลายเซ็นให้แฟนๆเช่นกัน   เราโชคดีกว่าเด็กๆหลายคนได้ลายเซ็นมาโดยให้ทั้งสองคนเซ็นที่หมวกของเรา  น่าเสียดายที่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ซื้อหมวกยูเอส.โอเพ่น

เดินออกจากสนามด้วยความปลาบปลื้ม  ตรงไปที่ สนามอาร์เธอร์  แอช เพื่อดู  Andy Murray  มือวางอันดับ ๔  กับ Feliciano Lopez หนุ่มหล่อจากสเปนอีกคนหนึ่งซึ่งฝีมือขึ้นๆลงๆ( เเต่ความหล่อคงที่) เลยเป็นเพียงมือวางอันดับที่ ๒๕    ต่อด้วยคู่ของ  Vera Zvonaraeva  มือวางอันดับ ๒ จากรัสเซีย กับ Sabine Lisicki   เป็นคู่สุดท้าย

วันจันทร์……

วันนี้ตารางการดูเทนนิสของเรายาวเหยียด  เริ่มตั้งแต่ ๑๑  โมงเช้า   คู่แรกที่ได้ดูคือการแข่งขันระหว่าง JankoTipsarevic กับ Juan Carlos Ferrero   ซึ่ง  Ferrero  แพ้สามเซ้ทรวด  แล้วก็ต่อด้วยคู่ของ Novac Djokovic  กับ Alexandr  Dolgopolov    คู่หลังนี้แฟนๆเทเสียงเชียร์ให้ Dolgopolov  เพราะฝีมือเป็นรองอยู่มาก   เซ็ทที่หนึ่งแพ้ด้วยไทเบรค ที่คะแนน ๑๖ ต่อ ๑๔  เป็นเซ็ทที่สนุกสนานตื่นเต้นมากจนทำให้แฟนๆอย่างเราลืมความเมื่อยขบและความร้อนของอากาศลงไปได้บ้าง  อีกสองเซ็ทหลัง  Djokovic  ก็ชนะไปตามความคาดหมาย

คู่ต่อมาเป็นการแข่งขันหญิงเดี่ยวระหว่าง Andrea Petkovic   มือวางอันดับ ๑๐ จากเยอรมันนี  กับ  Carla Suarez Navarro  จากสเปน   ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่เลยออกไปเดินดูของที่ระลึกหาเรื่องเสียเงินกับเขาสักหน่อย

เดินไปที่สนามอาร์เธอร์  แอช แต่ปรากฏว่ายังไม่สามารถเข้าไปที่สนามได้เพราะ การแข่งขันระหว่าง  Mardy Fish กับ Jo-Wilfred  Tsonga หนุ่มผิวสี มือวางอันดับ ๑๑ จากฝรั่งเศส ยังไม่จบและต้องเล่นกันถึงห้าเซ็ท

แฟนๆที่รอดูในช่วงถัดไปรอกันแน่นขนัดที่หน้าประตู    เราเลยเลี่ยงไปดูชายคู่ที่คอร์ท  ๑๗เป็นการฆ่าเวลา

เดินกลับไปที่  สนามอาร์เธอร์  แอช อีกครั้ง คราวนี้เราไหลผ่านหน้าประตู ตามคลื่นแฟนเทนนิสเข้าไปในสนามได้  แล้วก็ต้องรีบขึ้นบันไดเลื่อนไปยังอัฒจรรย์ด้านบนหาที่นั่งโดยทันที

Caroline Wozniacki มือวางอันดับหนึ่ง จากเดนมาร์ค  (ที่ตั้งใจว่าจะคว้าแช้มป์จากทัวร์นาเม้นท์นี้ให้ได้ให้สมกับที่เป็นมือหนึ่ง) เจอกับสาวรัสเซีย Svetlana Kuznetzova  อดีตแชมป์ ยูเอส โอเพ่น ๒๐๐๔

ทั้งคู่  วอร์ม อัพ แล้วแข่งขันทันที    Kuznetsova เอาชนะได้ในเซ็ทแรก  และนำห่างไปถึง สี่ต่อหนึ่งเกมในเซ็ทที่สอง

แต่ Kuznetzova   หมดแรง เลยเสียเซ็ทที่สองและสามให้กับ   Wozniacki   และตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ช่วงระหว่างที่รอ Federer  กับ   Juan Monaco    มือวางไร้อันดับจากอาร์เจนติน่า     ทางสนาม มีการจับฉลากแจกรางวัล  และของที่ระลึกต่างๆ   มีกล้องโทรทัศน์ แพนไปตามอัฒจรรย์ทุกๆด้านพร้อมเปิดเพลงให้แฟนๆเทนนิสได้เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน เป็นการยืดเส้นยืดสายหลังจากที่นั่งกันมานาน

เราไม่ได้อยู่ดู Federer เล่นจนจบแมทช์ เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นการเล่นแบบที่บ้านเราเรียกว่าชิลล์ๆ   Federer ชนะไปอย่างไม่ต้องเสียเหงื่อมากนัก  แต่เราคนดูกว่าจะเดินทางถึงโรงแรมที่พักก็ล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้ว

วันอังคาร……..

ฝนตกปรอยๆตั้งแต่เช้า  รีบขึ้นรถไฟฟ้าไปที่ ฟลัชชิ่ง เมโดวส์  ด้วยหวังว่าฝนจะหยุดตกและคงมีการแข่งขันสักคู่หรือสองคู่

ฝันไม่เป็นจริงเพราะหลังจากรอประมาณ สามชั่วโมง และเดินเลือกซื้อของที่ระลึกเป็นที่เรียบร้อย   ทางเจ้าหน้าที่ของ USTA.ก็ประกาศยกเลิกการแข่งขันทั้งหมดในวันนี้   แฟนๆผิดหวังไปตามๆกัน    แต่สามารถไปแลกตั๋วเอาไว้ดูในวันรุ่งขึ้นได้   ถ้ามีการแข่งขัน

สำหรับเรา  วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เลยไปสอบถามเจ้าหน้าที่ ได้ความว่าเราสามารถส่งตั๋วมาแลกเป็นตั๋วสำหรับปีหน้าได้   ทีนี้ก็เดือดร้อนกันอีก ต้องเตรียมวางแผนกลับมา ฟลัชชิ่ง เมโดวส์ เพื่อดูการแข่งขัน ยูเอส. โอเพ่น   กันในปีหน้า……………

                

LeakyCon 2011 @@ Harry Potter  World,Orlando,Florida

……….ปิดเทอมใหญ่คราวนี้ไม่มีโอกาสพาเด็กๆกลับมาเที่ยวเมืองไทย  เเต่ว่าได้พาไปเที่ยว ที่เเฮร์รี่ พ้อตเตอร์ เวริล์ด ที่เมืองออร์เเลนโด้ อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เด็กๆเคยไปกันมาเเล้วกับเพื่อนๆเเละคุณพ่อคุณเเม่ของเพื่อน

ปีนี้พิเศษหน่อยเพราะว่าเป็น ตอนสุดท้ายของ เเฮร์รี่ พ้อตเตอร์ ที่จะว่าไปเเล้ว เด็กๆในวัยนี้ก็เติบโตมาพร้อมๆกับเเคเเร็คเตอร์ทุกตัวในหนังสือเเละภาพยนต์

ปีที่เเล้วดิฉันไปเที่ยวประเทศอังกฤษ    เเต่น่าเสียดายที่พาลูกสาวทั้งสองคนไปด้วยไม่ได้เพราะว่าอยู่ในช่วงเวลาที่โรงเรียนเปิดเทอมพอดี

ได้ไปถ่ายรูปที่โบสถ์ ที่เมือง อ็อกซฟอร์ดซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์ตั้งเเต่ตอนเเรกคือ  Harry Potter and the Sorcerer’s Stone   เเล้วก็ที่สถานีรถไฟ King’s Cross ชานชาลา 9 ¾  ( เก้าเศษสามส่วนสี่ )    ตามที่ลูกๆสั่งไป

เด็กๆกับเพื่อนๆ เฝ้าติดตามข่าวเกี่ยวกับภาพยนต์ เเละรายการพิเศษ ที่ โรงเเรม  Loews Royal Pacific  ที่เคยไปพักกัน เมื่อปีที่เเล้ว     เเละตั้งใจว่าจะไปพักที่นี่กันอีก     เนื่องจาก

โรงเเรมตั้งอยู่ในบริเวณ ดิสนีย์ เวริล์ด   เเละไม่ห่างจาก พาร์คต่างๆ  สามารถเดิน หรือ นั่งเรือจากท่าเรือของโรงเเรมไปได้

การซื้อบัตรเข้าร่วมในรายการของโรงเเรมนี้ค่อนข้างยุ่งยากเพราะทางโรงเเรมไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ซื้อบัตรเองได้   ต้องได้รับความยินยอมจาก ผู้ปกครองเสียก่อน    เเต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะ ดิฉันรับเป็นผู้ปกครองให้เพื่อนๆของลูกด้วย    เเต่ต้องมีหนังสือยืนยันเเละยินยอมจาก คุณพ่อคุณเเม่ของเพื่อนเเต่ละคนด้วย

ดิฉันใช้เวลา ขับรถประมาณ ๑๑ ชั่วโมง  จากบ้านที่เบอร์มิ่งเเฮม ถึงโรงเเรมที่พักในตอนค่ำ  ซึ่งตามปรกติจะใช้เวลาเพียง ๙  ชั่วโมงเเต่เพราะเราหยุด ยืดเส้นยืดสายเเละเเวะปั๊มน้ำมันหลายครั้ง อย่างไรก็ตามดิฉันก็พาเด็กๆถึงโรงเเรมที่พักอย่างปลอดภัย

พาหนูสิตากับเพื่อนๆคือ เชลซี  เฮลี่ เเละมอลลี่ ไปลงทะเบียน เพื่อขอรับบัตร เข้าร่วมรายการ  LeakyCon ๒๐๑๑ ที่ห้องบอลล์รูม ของโรงเเรม

ไปต่อเเถวที่เคาน์เตอร์ตามอักษรตัวเเรกของนามสกุล      โชคดีที่ นามสกุลของเด็กๆเป็นอักษรเดียวกันยกเว้นเชลซี    เเต่ดิฉันบอกให้รอที่เเถวนี้ด้วยกันเเละ จะลองขอร้องเจ้าหน้าที่ดูเพราะ เเต่ละเเถวค่อนข้างยาว   เเละที่สำคัญดิฉันต้องอยู่กับทุกคนตอนรับบัตรในฐานะผู้ปกครอง

ปรากฏว่า  ยังรับบัตรไม่ได้เพราะว่า   จดหมายมอบอำนาจที่คุณพ่อกับคุณเม่ของเพื่อนๆให้มานั้นยังไม่ได้รับการประทับตราจากโรงเเรม เพื่อยืนยันว่าเด็กๆเป็นผู้เยาว์จริง เเละมากับ(ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็น) ผู้ปกครอง  ทั้งนี้เด็กๆต้องเเสดงบัตรประจำตัวด้วย

อพยพไปเข้าเเถวอีกด้านหนึ่ง  ไม่นานก็ได้รับการประทับตราเรียบร้อย   รีบกลับไปต่อที่เเถวเดิม เเต่คราวนี้เเถวไม่ยาวเท่าไหร่  เจ้าหน้าที่หน้าตาเป็นคนเอเชีย ใจดีมาก

ดิฉันบอกเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า เชลซีต้องอยู่อีกเเถวหนึ่ง  เเต่จะขอรับบัตรเเละกระเป๋าของชำร่วยที่นี่  เธอบอกว่า  ไม่มีปัญหา เเต่ขอเช็คจดหมายเเละบัตรประจำตัวของเเต่ละคนก่อน

บางคน(ในกลุ่มอื่น)โชคไม่ดี  เจ้าหน้าที่หาบัตรเเละของเเถมไม่พบ ต้องไปนั่งรอ  เท่าที่เห็นก็เป็นจำนวนมากพอประมาณ

ของชำร่วยที่เด็กๆได้มาเป็นกระเป๋าสำพายสีน้ำเงินเข้ม (เเน่นอนค่ะ มีโลโก้ เเฮร์รี่ ปะอยู่ที่ฝากระเป๋า)      ภายในบรรจุสมุดภาพเเละกิจกรรมเกี่ยวกับเเฮร์รี่ พ็อตเตอร์ในเเต่ละปี  รวมทั้งภาพของสาวกของเเฮร์รี่ทั้งหมดที่ซื้อบัตรผ่านทางเวปของโรงเเรม     เเว่นตากรอบกลมสีดำ    โน้ตเเพด    ที่คั่นหนังสือหรือบุ้คมาร์ค   เเละกระเป๋าใบเล็กมีสายรัดข้อมือสีดำเเละสีเขียวอย่างละหนึ่งเส้น  ตั๋วใบเล็กสำหรับเข้าชมกิจกรรมต่างๆภายในโรงเเรม   ดิฉันก็ได้รับกับเค้าด้วย   (ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะเอาไว้ทำอะไร   ได้เเต่เปิดดูรูปตัวเองไปสามสี่ครั้งเเล้ว)

กิจกรรมของเด็กๆ ตลอด ๔วันที่ เเฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เวริล์ด ก็คือ ตอนเช้ารีบไปเที่ยวเล่นที่ ธีม ปาร์ค  ซึ่งเด็กๆบอกว่าไม่ต้องเข้าเเถวรอนานเพราะสามารถใช้คีย์  การ์ด ที่ทางโรงเเรมออกให้เป็นบัตรลัดคิวหรือ Fast Pass ได้         ตอนเที่ยงกลับมากินอาหารกลางวันที่โรงเเรม  ตอนเย็น ไปร่วมงานที่ห้องบอลล์รูม  ซึ่งเเต่ละวัน เเต่ละห้องก็จะมีกิจกรรมเเตกต่างกันไป

ที่ดิฉันตามเด็กๆลงไปเซอร์เวย์ คือ บู้ธขายของซึ่งเป็นสินค้าที่ เกี่ยวกับเเฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ตั้งเเต่เล่มเเรกจนถึงเล่มสุดท้าย  เสื้อยืด  เสื้อคลุม  เน็คไท   ผ้าพันคอ   หมวกเเม่มด    เเละพ่อมด    รองเท้า   ไม้เท้าวิเศษ ฯลฯ

บรรดาเเฟนๆที่มาร่วมงานต่างก็เเต่งตัวตามเเคเเร็คเตอร์ ที่ตัวเองชอบ    ที่หนาตามากหน่อยก็เป็นเเฮร์รี่  กับเฮอร์ไมนี่     เมาฟอย ( เป็นคนโปรดของดิฉันจากหนังตอนเเรก   น่าเสียดายที่โตขึ้นเเล้วไม่หล่อเลย)   เเละโพรเฟ็สเซอร์  เเมคกาดูกัลล์

อีกวันหนึ่งเข้าฟังรายการพูดคุยเกี่ยวกับหนังเเละหนังสือโดยนักวิจารณ์ของท้องถิ่น ก่อนที่จะไปดูหนังรอบปฐมทัศน์ในตอนค่ำ    เรื่องบัตรเข้าชมไม่มีปัญหาเพราะว่า จองเอาไว้ล่วงหน้าเเล้วในตอนที่จองห้องพัก

พาเด็กๆนั่งเรือของโรงเเรมไปที่โรงหนังที่ซิตี้ วอล์ค ในบริเวณใกล้ๆ ยูนิเวอร์เเซล   ทั้งเเฟนรุ่นเล็กเเละรุ่นใหญ่ มากมายเบียดเสียด   เเม้หนังจะฉายพร้อมกันทั่วประเทศ เเละทั่วโลก

เด็กๆบอกว่าหนังสนุกสนานเเละตื่นเต้นสมกับที่รอคอย    เเฟนๆหลายคนต้องหลั่งน้ำตาให้กับเเฮร์รี่    เพราะนอกจากหนังจะเศร้าเเล้ว     ต่อไปจะไม่มีหนังสือเเละหนังเกี่ยวกับพ่อมดน้อยอีก    ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เเฟนๆต่างได้ยินข่าวการยืนยันจาก  เจ.เค. โรลลิ่ง ผู้ประพันธ์เเล้วด้วย

เย็นวันถัดมาเด็กๆเเต่งตัวสวยงามไปร่วมงาน The Esther Earl Rocking Charity Ball ที่ห้องเเกรนด์ บอลล์รูม  ได้พบปะพูดคุยเเละเต้นรำกับเพื่อนๆสาวก เเฮร์รี่ พ็อตเตอร์  ที่มาจากต่างรัฐเเละต่างประเทศ

เเละที่สำคัญที่สุดคือ เด็กๆได้มีโอกาสกระทบไหล่ถ่ายภาพรวมทั้งขอลายเซ็นจากดาราคือ Evanna Lynch, Scarlet Byrne , Arthur Bowen  เเละ  Rohan Gotobed

ระหว่างทางนั่งรถกลับเบอร์มิ่งเเฮม    เด็กๆ ก็เอาภาพถ่ายเเละลายเซ็น  รวมทั้งของที่ระลึกที่ซื้อมาอวดกันเป็นที่สนุกสนาน

ดิฉันถามว่า  ปีหน้าจะไปเที่ยวกันอีกไหม    ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า  เเน่นอน  ต้องไปอย่างเเน่นอน เเต่ปีนี้ ต้องบอกว่า

“ลาก่อนเเฮร์รี่ พ็อตเตอร์…….”

                       

2 comments on “โต๊ะเขียนของน้ามี่

  1. สุขาวดี
    January 18, 2012

    ขอบคุณสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น เเละโต๊ะเขียน พร้อมดอกทิวลิป พี่อ้อยทราบได้ไงว่าจิมมี่ชอบดอกทิวลิป
    ถูกใจมากที่ซู้ด หน้าหนาวปีนี้ปลูกดอกนี้ที่สนามหน้าบ้านเเละลงกระถางไปประมาณ ๒๐๐ หัว ไม่รู้จะเเย้มบานมาให้ชื่นชมสักกี่หัวกัน
    ต้องรอลุ้นตอนต้นๆฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง

    • รุ่งอรุณ ผลินธร
      January 18, 2012

      ด้วยความยินดียิ่งจ้ะจิมมี่ พี่ดีใจที่จิมมี่ชอบทิวลิปนะ ที่บ้านพี่ตอนนี้กำลังเพาะทิวลิปไว้ในบ้านสามกระถาง เพิ่งแตกหน่อโผล่มาให้เห็นสามหน่อ นอกนั้นยังหลับสนิทดุจเจ้าหญิงนิทรารอจุมพิตจากเจ้าชาย…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Music of the Month

My Best Friends

My Beloved Friends

เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ล

เลือกตามเดือน

Click by your choices

Jaoying resists.

วันเดือนปี

December 2017
S M T W T F S
« Nov    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

เพื่อนรัก

%d bloggers like this: