On My Days & In My Mind (by Rungaroon Plintron)

เล่าสู่กันฟังในวันว่างๆ (โดย รุ่งอรุณ ผลินธร)

ค่ารักษา…และรอยยิ้มของหมอ

            ใครก็ตามที่เคยไปโรงพยาบาลทั้งในอเมริกาและที่เมืองไทยจะทราบดีว่าหลังจากที่หายป่วยจากอาการป่วยทางกายแล้ว อาการหนึ่งที่ติดตามมาอย่างเงียบเชียบคืออาการหวาดผวาคล้ายๆอาการประสาทหลอนในตอนที่เห็นบิลจากโรงพยาบาล แม้ว่าผู้ป่วยส่วนมากจะมีการประกันสุขภาพแล้วก็ตาม แต่ว่าตัวเลขที่สรุปการรักษาต่างๆในบิลนั้นมันมีอิทธิพลที่จะเขย่าขวัญให้ผู้ที่มีชื่อในบิลนั้นขวัญกระเจิงไปไกลสุดกู่เลยเชียวแหละ

            โอ้..ขวัญเอ๋ยขวัญมา…..ค่ายาค่ารักษาอย่าตามมารังควานหลอกหลอนกันอีกเลยนะ…ไปสู่ที่ชอบๆเถิด…เพราะข้าฯไม่ได้เกิดมาพร้อมกับเครื่องพิมพ์ธนบัตร….ราคาที่เห็นนั้นมันจึงสุดลำเค็ญแสนเข็นที่จะหามาชำระได้หมดในชาตินี้…ถ้าหากไม่มีประกันสุขภาพช่วยจ่ายล่ะก็คงต้องมีการผ่อนชำระค่ารักษาไปอีกประมาณสามสี่ชาติข้างหน้าโน้นถึงจะหมด

           ผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกันค่ะว่าในโรงพยาบาลหรือคลีนิคแต่ละแห่งนั้นเขาเอาอะไรมาเป็นมาตราฐานในการตั้งราคาค่ายาและค่ารักษา  ทราบแต่ว่าทุกอย่างนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปเป็นคนไข้นอกหรือคนไข้ในนั้น ทางโรงพยาบาลจะเริ่มนับเป็นเม็ดเงินล้วนๆกันเลยเชียวล่ะ โดยเฉพาะคนป่วยที่ได้รับเกียรติจากคุณหมอให้เป็นคนไข้ในซึ่งต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้วล่ะก็  เขาจะมีราคาตั้งไว้แบบสูงปรี๊ด นอกจากอณูของอากาศ ที่ใช้สำหรับหายใจเท่านั้นที่เขายังไม่ได้ตั้งราคาให้เป็นมาตราฐานว่าคิดวินาทีละเท่าไหร่? แต่ถ้าเป็นออกซิเจนที่เขาบรรจุใส่ถังไว้แล้ว ถึงแม้ว่าหมอจะเป็นคนสั่งให้ใช้และคนที่จะใช้มันด้วยความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม…ต้องจ่ายเงินค่ะ...

        ส่วนสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆในห้องผู้ป่วยนั้นก็เช่นเดียวกัน มีราคาที่ผู้ใช้จะต้องจ่ายล้วนๆ  ไม่ว่าจะเป็นกระดาษทิชชูเช็ดปากหรือกระดาษชำระ ทุกอย่างมีราคาต้องจ่ายทั้งนั้น แม้แต่เคเบิ้ลทีวี เครื่องเล่นแผ่นซีดีหรือวีซีอาร์ที่เขามีมาบริการไว้ในห้อง ก็อย่าเพิ่งนึกดีอกดีใจว่าเป็นอภินันทนาการพิเศษสุดจากโรงพยาบาลนะ เพราะบอกแล้วไงว่า เขามีราคาซ่อนไว้รวมกับค่าบริการของโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ยิ่งถ้าผู้ป่วยคนใดต้องเข้าห้องผ่าตัดหรือต้องใช้เครื่องมือในการตรวจแบบมีคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยี่ต่างๆเข้ามาพ่วงด้วยแล้วล่ะก็…..หลังการรักษาแล้วควรจะต้องค่อยๆฝึกรวมสมาธิให้นิ่งๆ…สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ หายใจออกช้าๆ (แต่อย่ากลั้นหายใจนานเกินไปล่ะ เดี๋ยวยุ่งอีก) ที่สำคัญต้องฝึกพลังใจให้เข้มแข็งไว้ก่อนที่จะค่อยๆแง้มดูตัวเลขบิลสรุปยอดค่าใช้จ่าย

       ข้อควรระวังคือ ในกรณีที่เพิ่งหายป่วยหรืออยู่ในช่วงพักฟื้นด้วยแล้วล่ะก็ การเปิดดูตัวเลขบิลค่ารักษาในช่วงนี้จะเป็นของแสลงอย่างรุนแรงและอาจจะทำให้อาการป่วยกลับมากำเริบอีกคล้ายๆอาการอ๊าฟเตอร์ช๊อคหลังจากคลื่นสึนามิเลยค่ะ  ทางที่ดีรอให้สุขภาพแข็งแรงเต็มร้อยซะก่อนแล้วจึงรวบรวมความกล้าหาญอ่านตัวเลข อ้อ…แล้วอย่าลืมเตรียมยาดมยาหม่องเอาไว้ใกล้ๆตัวด้วย เผื่อกรณีฉุกเฉินเกิดอาการวิงเวียนเพราะแพ้จำนวนเลขที่เห็น ก็จะได้คว้ายาดมมาดมได้ทันท่วงที ทางที่ดีควรโทรเรียกรถพยาบาลมาเตรียมไว้ด้วย เผื่ออาการแพ้ตัวเลขเตลิดเกินกว่ายาดมจะระงับไว้อยู่ ก็จะได้ให้ญาติหามขึ้นรถพยาบาลทันเวลา

        ทำไมนะ การบริการของโรงพยาบาลจึงไม่เหมือนการบริการขายสินค้าอื่นๆทั่วไปที่ลูกค้าสามารถนำมาคืนหรือแลกเปลี่ยนได้ในกรณีที่ไม่ชอบหรือไม่ถูกใจในคุณภาพการบริการหรือสินค้าเหล่านั้น ?  ตัวอย่างเช่นเวลาที่หมอนัดไปตรวจเวลาบ่ายโมง แต่กว่าคนไข้จะได้เจอหน้าหมออาจจะต้องเสียเวลารอถึงบ่ายสอง เพราะหมอยังไม่เสร็จจากการตรวจคนไข้รายอื่นที่มีคิวก่อนเรา  หรือถึงแม้ว่าหมออาจจะว่างตอนนั้น แต่ถ้าหมอยังไม่ยื่นหน้าที่ติดด้วยคางแหลมๆเข้ามาในห้องรอตรวจล่ะก็ คนรอก็จงรอต่อไปเรื่อยๆเถิด..รออย่างไม่มีสิทธิ์จะไปต่อว่าหรือด่าหมออีกด้วย (ส่วนจะด่าอยู่ในใจนั้น..ขอลุ้นเต็มที่ค่ะ)   

        แม้บางครั้งคนรอจะเกิดความหงุดหงิดอารมณ์บูดแค่ไหน  แต่พอเห็นหน้าหมอโผล่เข้ามาก็จำเป็นต้องพยายามซ่อนความรู้สึกนั้นไว้อย่างมิดชิดที่สุด ขืนปล่อยให้หลุดออกมาข้างนอกหน้าล่ะก็หมออาจจะมีสิทธิ์งดการตรวจได้ทันที…แต่ขอประทานโทษ..หมอจะไม่งดเก็บค่าเสียเวลาของหมอนะ เพราะบอกแล้วไงว่าเวลาของหมอเป็นเงินเป็นทองไปหมดทุกวินาที แต่เวลาของคนป่วยนั้นเสี่ยงแขวนระหว่างความเป็นหนี้และความตาย คือถ้าหายป่วยก็ต้องเป็นหนี้ค่ารักษา แต่ถ้าไม่หายก็อาจจะต้องทนทรมานกับอาการเจ็บป่วยต่อไปหรือไม่ก็ไปเกิดใหม่เลย   เพราะฉะนั้นทางเลือกของหมอกับคนไข้จึงต่างกันราวหยินกับหยาง

           หมอแต่ละคนมีวิธีการตรวจรักษาคนไข้แตกต่างกันไป สุดแท้แต่ว่ากรรมเก่าและโชคชะตาจะกำหนดให้ไปเจอกับหมอคนไหน อย่างเรื่องราวของจอนเพื่อนฝรั่งรุ่นเก๋าส์ ที่ผู้เขียนรู้จักกับครอบครัวเขามานานพอสมควร คือลีน่าภรรยาของจอนป่วยหนักต้องไปนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลประมาณสองอาทิตย์กว่าๆ หมอที่รักษาลีน่านั้นเป็นแพทย์เฉพาะทางและมีหมออีกคนที่เป็นหมออินเทิร์นร่วมด้วยช่วยกันดูแลลีน่าหมอเจ้าของไข้โดยตรงนั้นค่อนข้างจะเงียบขรึมไม่ค่อยพูดคล้ายๆเกรงว่าดอกพิกุลทองจะร่วงออกมาจากปาก บางวันถามอาการคนป่วยสองสามคำแล้วก็เขียนขยุกขยิกคล้ายตัวอักษรขอมโบราณไว้ในบันทึกการรักษา บ่อยครั้งที่สายัณห์ สัญญา  เอ๊ย!คุณหมอผู้ตรวจจะไม่พูดอะไรมากไปกว่า”Good Morning!”หรือ”How are you? ” และบางวันมีแค่การโผล่หน้าเข้ามานิดหนึ่งแล้วส่งรอยยิ้มแบบจืดๆแห้งๆยังไงชอบกล ก่อนขยับปาก และกระแอมเบาๆพอเป็นพิธีเพื่อถามว่า”How are you?” แล้วหมอก็ไปตรวจคนไข้ที่ห้องอื่นต่อ

          ผลปรากฎว่าหลังจากที่ลีน่าหายป่วยแล้ว  จอนเพิ่งมาค้นพบสัจจธรรมในรอยยิ้มจืดๆแห้งๆของหมอคนนั้นว่ามีราคาแพงลิบลิ่วเพียงใด เพราะรายการสรุปค่ารักษาต่างๆที่ระบุค่าโน่นค่านี่ในวันที่หมอส่งรอยยิ้มนั้นเข้ามา มันทำให้จอนรู้สึกหนาวเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ ทั้งๆที่ในวันนั้นระดับอุณหภูมิภายนอกติดระดับเกือบเก้าสิบกว่าฟาเรนไฮต์จอนคำรามสบถในลำคออย่างลืมตัวว่า…

     “แค่ยิ้มแห้งๆหนึ่งยิ้มของไอ้หมอหน้าจืด มันคิดราคาแพงแพงบรรลัยขนาดนี้เชียวหรือ? ทีไอยิ้มแก้มแทบจะฉีกและดูจะหล่อกว่าหมอด้วย ไอยังไม่เคยคิดค่ายิ้มจากใครเลยซักเซนต์เดียว ยิ้มอะไรของมันวะราคาแพงจนไออยากไปเผาโรงพยาบาลให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่ะ!”

 

                               …………………………………………………………………..

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Music of the Month

My Best Friends

My Beloved Friends

เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ล

เลือกตามเดือน

Click by your choices

Jaoying resists.

วันเดือนปี

July 2011
S M T W T F S
« Jun   Aug »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

เพื่อนรัก

%d bloggers like this: