On My Days & In My Mind (by Rungaroon Plintron)

เล่าสู่กันฟังในวันว่างๆ (โดย รุ่งอรุณ ผลินธร)

ค้นหาตัวเอง (เจอหรือยัง?)

ชีวิตก็แค่ความสุขในหนึ่งวันให้ผ่านไปอย่างราบรื่นก็พอแล้ว จะฝันอะไรนักหนากับสิ่งที่อยู่ไกลจากตัวเอง มีหลายคนมักพร่ำให้ผู้เขียนได้ยินเสมอว่ายังต้องใช้เวลาค้นหาตัวเองอีกนานหรือ ยังหาตัวเองไม่เจอเลย”    หรือยังไม่มีจุดยืนที่แน่นอนว่าจะไปทางไหนแน่และอื่นๆอีกมากมายที่สรุปแล้วสั้นๆได้ใจความว่ายังไม่รู้จักตัวเองขนาดสมัยนี้มีกูเกิ้ลเสริชได้ทุกเรื่องราว ทุกสาขาวิชาบนโลกใบนี้ แต่คนเหล่านั้นทำไมกลับยังค้นหาตัวเองไม่เจอ แปลกแฮะ!

 

ผู้เขียนเคยสงสัยบ่อยๆว่าเพราะอะไรหรือผู้คนเหล่านั้นจึงยังไม่รู้จักหรือยังไม่เข้าใจในตัวเองทั้งๆที่อยู่กับตัวเองมาตั้งแต่เกิดแล้ว ถ้ายังไม่รู้จักตัวเองดีพอ แล้วใครในโลกนี้ล่ะที่จะเข้าใจตัวของท่านได้ดีพอบางคนถึงกับต้องไปปรึกษาจิตแพทย์ว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิต ไม่ใช่เรื่องขำนะคะท่าน แต่เป็นเรื่องจริงๆที่คนหลายคนในยุคนี้ ต้องพึ่งจิตแพทย์หรือจ้างที่ปรึกษาเพื่อค้นหาตัวเอง บางคนหนักไปกว่านั้นคือไม่กล้าอยู่กับตัวเอง บอกว่าถ้าอยู่คนเดียว ใจมันครุ่นคิดหวาดกลัวโน่นนี่ ต้องมีคนอยู่เป็นเพื่อน หรือมีใครก็ได้ให้เห็นหน้าตาตลอด เพื่อบอกตัวเองว่าไม่ได้อยู่คนเดียว อ้าวแล้วกัน? 

 

มีเพื่อนฝรั่งคนหนึ่งที่เคยเรียนมาด้วยกันชื่อลินดา เคยถามเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาพุธกับผู้เขียน เผื่อว่าอาจจะเป็นทางออกที่ดีให้เธอพบตัวเอง ผู้เขียนก็เลยแนะนำให้เธอค้นหาหนังสือในห้องสมุด หรือในเว็บไซด์ต่างๆจะดีกว่าที่จะให้ผู้เขียนมานั่งบรรยายบทความแบบวิชาการเนื้อๆในเมื่อผู้เขียนเองก็ไม่ใช่ผู้ชำนาญการหรือผู้พูดที่เก่งกาจอะไรเลย  ทุกอย่างที่เป็นความเชื่อของผู้เขียนก็เป็นวิจารณญาณส่วนตัวทั้งนั้น คือชอบจุดไหนก็ศึกษาหาอ่านเอาเองตามที่หาได้ อ่านไป..คิดไป..ไตร่ตรองไป..แล้วสรุปเก็บข้อมูลสำหรับตัวเองเท่านั้น พอผู้เขียนบอกอย่างนี้ ลินดาก็ยังพยายามเซ้าซี้ถามต่อว่า ตั้งแต่เติบโตเป็นตัวตนขึ้นมานี้ ผู้เขียนหาตัวเองเจอหรือยัง?

 

เจอคำถามนี้ ผู้เขียนบอกได้เลยว่าอึ้งนิดหนึ่ง (อึ้งแบบนางเอกในละครที่อึ้งตะลึงตอนถูกพระเอกถามตรงๆว่าในใจของนางเอกมีใครอยู่ในนั้นบ้าง? แล้วก็ทำท่าเขินอายเล็กน้อย)  แต่แล้วผู้เขียนก็รีบผลักภาพนางเอกออกไป ก่อนที่จะกลายเป็นนางเอกจริงๆในละคร แล้วรวบรวมสติสัมปัชชัญญะตอบว่า

 

 “ถ้าฉันค้นหาตัวเองข้างนอกความคิด หรือข้างนอกของใจฉัน ก็คงไม่เจอเลยตลอดชีวิตนี้ เพราะฉันต้องพยายามหาคนให้เหมือนฉันมากที่สุดทั้งรูปร่างหน้าตาและความคิด แล้วถ้าคนนั้นมีข้อตำหนิหรืออะไรสักอย่าง ฉันอาจไม่ชอบใจ ฉันก็จะพยายามหาคนใหม่ให้สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับฉัน เพราะความคิดของคนเรามักจะเห็นแก่ตัว คืออยากได้ อยากเป็น อยากมี ในสิ่งที่ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด จะเป็นไปแบบนี้เรื่อยๆไม่รู้จบสิ้น ฉันก็เลยค้นหาตัวฉันเองจากข้างในของใจ ในความรู้สึกที่แท้จริงของฉันเอง ว่าอะไรทำให้ฉันรักหรือชอบอะไรทำให้ฉันรักหรือโกรธเกลียด? ฉันมักจะหาคำตอบเหล่านี้ได้จากตัวเองเสมอ ฉันจึงรู้จักตัวเองดีกว่ารู้จักคนอื่น ดีกว่าการหาคำตอบจากคนอื่นด้วยแล้วเอากลับมาตอบตัวเอง ฉันคิดว่าตัวฉันเองนี้แหละคือเพื่อนที่ฉันคุ้นเคยที่สุดนับตั้งแต่จำความได้ และฉันก็อยู่กับตัวเองมาตลอดไม่ว่าในยามทุกข์หรือสุขผู้เขียนตอบซะยาวยืด ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจให้คำตอบจริงจังอะไรเลย เพียงแต่ตอบไปตามความรู้สึกที่แท้จริงเท่านั้น

 

ลินดาถามต่อว่า เคยมีบ้างไหมที่เธอเคยเกลียดและโกรธ ตัวของเธอเอง?”

มีสิ ฉันก็เหมือนกับคนทั่วไปนั่นแหละ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดของมนษย์ทุกผู้ทุกคน เพราะทุกคนเกิดมาต้องทำผิดพลาดทั้งนั้น ไม่ว่าจะระวังแค่ไหนก็ตาม เมื่อพลาดก็อาจโมโหตัวเอง ตำหนิตัวเองว่าไม่น่าทำอย่างนั้นอย่างนี้

 “แล้วเธอทำยังไงล่ะ ให้พ้นความรู้สึกนี้?” ยัยลินดาเพื่อนช่างซักถามต่อ ดวงตาสีฟ้าใสๆของเธอจ้องหน้าเขม็งราวกับจะเข้ามาดูดความคิดทุกหยดในหัวสมองของผู้เขียนไปทำวิทยานิพนธ์อย่างนั้นแหละ

 

มันก็ขึ้นอยู่กับสถาณการณ์และเรื่องราวที่ทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดหรือโมโห มันไม่มีสูตรตายตัวนะว่าต้องทำตามขั้นตอนอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ที่แน่ๆคือฉันไม่ชอบแช่อยู่กับความเครียดนานๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นการทำร้ายตัวเองอย่างไม่มีทางสู้ ในเมื่อตัวเองโมโหตัวเองได้ ก็ต้องหยุดวิธีการคิดของตัวเองให้ได้ ส่วนมากฉันทำแบบหักดิบเลยคือเปลี่ยนบรรยากาศให้ตัวเองทันทีทันใด หมุนเปิดเพลงฟัง ดูทีวี อ่านหนังสือที่ชอบ เขียนใส่สมุดบ้าง หรือไม่ก็ไปนั่งจ้องมองตาของหมาที่บ้าน ระบายความรู้สึกทางสายตาให้เพื่อนสี่ขารับรู้ ดีกว่าไปนั่งระบายด้วยคำพูดให้นักจิตวิทยาฟัง แถมต้องเสียค่าจ้างให้เขานั่งฟังอีกต่างหาก เพื่อนสี่ขานี่แหละคือผู้รับรู้สื่อสารกับฉันในตอนที่ฉันโมโหตัวเอง เพราะดวงตาที่พวกเขาจ้องตอบกลับมามีแต่ความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ และความรักอันบริสุทธิ์ มันช่วยละลายความหงุดหงิดและความขุ่นข้องหมองใจของฉันให้ละลายหายไปแทบในทันที

 

ผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกันคำตอบนั้นให้อะไรกับลินดาบ้างหรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าทุกครั้งที่เธอหงุดหงิดไม่สบายใจอะไร เธอจะไปที่Shelterที่เขาเลี้ยงสุนัขไม่มีเจ้าของ เพื่อไปจ้องตาหมาๆเหล่านั้น คล้ายกับจะพิสูจน์ว่ามันจะช่วยได้มากน้อยเพียงใดตามที่ผู้เขียนเคยบอก ส่วนที่เธอเคยพูดเสมอว่าต้องตามหาตัวเองให้เจอนั้น ก็ไม่ทราบอีกเช่นกันว่าป่านนี้เธอเจอตัวเธอเองหรือยัง? และถ้าเจอ เจอที่ไหน? ในกู้เกิ้ล? ในยูทูป? หรือในเฟรซบุ๊ค?

 

เฮ้อ!น่ากลุ้มใจแทนคนรุ่นใหม่ๆที่มีความรู้ความสามาถในเทคโนโลยี่ดีกว่าคนรุ่นเก่าๆ มีสาขาวิชาต่างๆมากมายให้เรียนรู้ รู้วิธีการตัดต่อเปลี่ยนแปลงสรีระจากความขี้เหร่เป็นความสวยงาม รู้และเข้าใจในขบวนการและวิธีคิดต่างๆของมนุษย์อย่างมีระเบียบจนกลายเป็นสาขาจิตวิทยา ปรัชญา ให้ได้เรียนรู้ไม่จบสิ้น รู้โน่นรู้นี่มากมายสารพัด แต่กลับบอกย้ำเสมอยังหาตัวเองไม่เจอและยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ ที่ร้ายไปกว่านั้นบางคนทำลายชีวิตตัวเองก็เพียงเพราะว่าไม่รู้คุณค่าในชีวิตที่ตัวเองมีอยู่ น่าเสียดายเหลือเกินค่ะ

 

 

%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b9%8c

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Music of the Month

My Best Friends

My Beloved Friends

เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ล

เลือกตามเดือน

Click by your choices

Jaoying resists.

วันเดือนปี

February 2017
S M T W T F S
« Jan   Mar »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728  

เพื่อนรัก

%d bloggers like this: