On My Days & In My Mind (by Rungaroon Plintron)

เล่าสู่กันฟังในวันว่างๆ (โดย รุ่งอรุณ ผลินธร)

ยิ่งกว่าคำว่าเพื่อน

       ก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอเล่าถึงที่มาที่ไปของเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ก่อนนะคะว่าผู้เขียนทำหน้าที่แทนเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งคือพี่เพ็ญ (คุณบุญรัตน์ อาดัมส์) เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของพี่เพ็ญไปยังพี่แดงซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพี่เพ็ญและบรรดาเพื่อนๆรุ่นน้องทุกคนที่รู้จักกับพี่เพ็ญมานาน เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบถึงความปลื้มปิติที่มีอยู่ในใจของพี่เพ็ญว่าความมีน้ำใจและความห่วงใยของเพื่อนๆทุกคนนั้นมีค่าต่อพี่เพ็ญมากมายเพียงใด  

หากท่านสงสัยว่าทำไมพี่เพ็ญจึงไม่เขียนเอง? ก็ขอเรียนให้ทราบตรงนี้เลยว่าเวลานี้พี่เพ็ญป่วยค่ะ ยังอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์ที่จะต้องรักษาไปอีกระยะหนึ่ง  เมื่อพี่เพ็ญตั้งใจมอบหน้าที่นี้ให้ผู้เขียนทำหน้าที่แทน ผู้เขียนก็เต็มใจอย่างยิ่งที่จะเป็นปากกาเขียนบันทึกให้พี่เพ็ญด้วยความรักและนับถือในน้ำใจของพี่เพ็ญผู้เป็นทั้งเพื่อนและพี่สาวร่วมโลกคนนี้

คนไทยไกลบ้านที่มาอยู่แดนไกลถึงอเมริกา ทุกคนต่างมีเรื่องราวและประสพการณ์ชีวิตแตกต่างกันไป สุดแท้แต่ว่าฉากและตัวละครนั้นๆถูกโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ดำเนินไปอย่างไร ขอย้อนกลับไปท้าวความนิดหนึ่งถึงความเป็นมาของพี่เพ็ญสักนิดหนึ่งนะคะ

ช่วงวัยเยาว์ของพี่เพ็ญนั้นค่อนข้างลำบากเนื่องจากพ่อเสียชีวิตไปเมื่อตอนพี่เพ็ญอายุประมาณ11ปี  เหลือเพียงแม่ พี่สาวสองคน, ตัวพี่เพ็ญเองและน้องสาวอีกสองคน ทุกคนดิ้นรนช่วยกันทำมาหากินเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวด้วยการกรีดยางขาย ต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืดกว่าจะได้กลับมาบ้านอีกครั้งก็สายเกือบๆเที่ยงวันแล้ว แม้งานจะหนักและเหนื่อยแค่ไหน แต่ห้าสาวพี่น้องก็รักใคร่ปรองดองกันดี จนกระทั่งถึงวัยที่ต่างคนต่างแยกกันออกไปมีครอบครัว ชีวิตการแต่งงานครั้งแรกของพี่เพ็ญไม่ราบรื่นนัก สุดท้ายจึงแยกทางกันไป โดยที่พี่เพ็ญทำหน้าที่ทั้งแม่และพ่อให้กับลูกชายคนเดียวของแกเอง จนกระทั่งพระเจ้าได้ส่งคู่ชีวิตแท้ของพี่เพ็ญคือคุณจอห์นอดีตนายทหารทัพฟ้าของเมืองลุงแซมให้มาพบกันที่ฐานทัพตาคลี จ.นครสวรรค์ พี่เพ็ญอดีตสาวงามเมืองใต้นัยน์ตาคมจากเมืองนครศรีธรรมราช จึงได้เดินทางมาเริ่มต้นชีวิตในอเมริกาที่รัฐอัลลาบามากับสามีคือคุณจอห์น มีครอบครัวสุขสันต์และอบอุ่น แถมมีสมาชิกเพิ่มมาอีกคนคือลูกสาวแสนสวยครึ่งไทยอเมริกันที่เกิดจากพี่เพ็ญและคุณจอห์น

พี่เพ็ญเรียนรู้การทำอาหารอเมริกันจากแม่ของสามีจนกระทั่งฝีมือแกร่งกล้าสามารถทำทุกสูตรที่แม่สามีสอนได้อย่างชำนาญ ในด้านอาหารไทยพี่เพ็ญก็ไม่เป็นรองใคร โดยเฉพาะอาหารปักษ์ใต้บ้านเรา ทุกคนที่เคยได้ชิมต่างติดใจจนมิอาจลืม ด้วยความที่พี่เพ็ญชอบทำอาหาร ประกอบกับความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของพี่เพ็ญนี่เอง บ้านของพี่เพ็ญจึงกลายเป็นศูนย์รวมของนักศึกษาไทยที่มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเบอมิ่งแฮมและคนไทยที่อยู่ใกล้ๆเมืองที่พี่เพ็ญอยู่

พี่เพ็ญมิใช่แค่ทำอาหารคอยต้อนรับทุกๆคน แต่แกจะดูแลเด็กๆน้องๆโดยการเอาใจใส่ประดุจญาติผู้ใหญ่ บ้านของพี่เพ็ญนั้นเป็นทั้งที่แวะพักผ่อนเยี่ยมเยียน แถมฤดูร้อนที่พี่เพ็ญปลูกผักทำสวน เพื่อนๆน้องๆก็ได้ส่วนแบ่งจากสวนผักของแกด้วย นอกจากนี้บ้านหลังนั้นเป็นศูนย์กลางให้เพื่อนๆคนไทยได้ติดต่อถามข่าวคราวซึ่งกันและกันอีกด้วย หลายครั้งพี่เพ็ญจะทำอาหารไทยใส่กล่องไปส่งให้น้องๆนักเรียนไทยถึงหอพักในมหาวิทยาลัย ด้วยความที่เป็นห่วงน้องๆจะเครียดและเหนื่อยจากการเรียนการสอบจนไม่มีเวลาทำอาหารกินเอง น้องๆหลายคนเมื่อเรียนจบก่อนกลับไทย ก็พี่เพ็ญอีกแหละเป็นคนจัดงานเลี้ยงส่งให้เต็มที่

เพื่อนทุกคนและน้องๆนักศึกษาคนไทยทุกรุ่นที่ได้รู้จักพี่เพ็ญต่างรู้ซึ้งถึงความใจกว้างของพี่เพ็ญว่าเป็นคนที่ชอบช่วยและชอบให้เสมอ ให้โดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนจากใครทั้งนั้น นั่นก็เพราะพี่เพ็ญมีความเชื่อมั่นและความศรัทธาในพระเจ้าในฐานะคริสเตียนที่ดี พี่เพ็ญมักจะพูดถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ในโลกนี้และเชื่อว่าสิ่งที่แกตั้งใจทำให้ทุกๆคนนั้น ก็เพราะผลแห่งพระเมตตาในความรักอันบริสุทธิ์ของพระองค์นั่นเอง พี่เพ็ญจึงอยากเผื่อแผ่ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้านั้นให้เข้าถึงในใจของเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่แกมีและที่แกรู้จักด้วย แม้อาจจะมีเพื่อนบางคนอาจจะไม่เข้าใจและอาจไม่สนใจในหน้าที่คริสเตียนที่ดีของพี่เพ็ญก็ตาม แต่ความเชื่อ ความมั่นคงและความศรัทธาในพระเจ้าของพี่เพ็ญนั้นก็มิได้สั่นคลอนหรือหวั่นไหวลบเลือนไปกับกาลเวลาที่ผ่านมา

พี่เพ็ญเป็นคนรักพี่รักน้องและห่วงทุกคนในครอบครัวที่เมืองไทย แกจึงพยายามช่วยเหลือและสร้างความมั่นคงให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบายเท่าที่สามารถทำได้ เช่นช่วยปลูกบ้านให้พี่สาวและน้องสาวของแกได้อยู่ใกล้ชิดกันเพื่อคอยดูแลช่วยเหลือกันและกันในยามที่พี่เพ็ญเองต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ไกลคนละมุมโลก

  ทุกครั้งที่ผู้เขียนโทรศัพท์คุยกับพี่เพ็ญ ก่อนจบการสนทนาพี่เพ็ญมักจะย้ำประโยคหนึ่งให้ผู้เขียนฟังเสมอว่า

“ถ้าหากเธอมีความเชื่อในพระเจ้าอย่างจริงจัง ไม่ว่าของอะไรหรือความปราถนาอะไรก็ตามที่เธอขอต่อพระเจ้า เมื่อถึงเวลาทุกอย่างจะมาวางตรงหน้าเอง ขอเพียงเธอมีความเชื่อและความศรัทธาจริงๆเท่านั้น”

(ขอออนุญาตแทรกบทคำสอนที่สำคัญในไบเบิ้ล ที่พี่เพ็ญอ่านจนจำขึ้นใจและมอบศรัทธาแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรงนี้เลยนะคะ เนื่องจากพี่เพ็ญต้องการให้ประโยคนี้ได้จุดประกายความเชื่อและความศรัทธาให้กับผู้คนที่ยังรู้สึกเคว้งคว้างในชีวิต พี่เพ็ญอยากฝากสิ่งนี้ให้กับผู้ที่ยังไม่มีจุดหมายในความเชื่อว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์ตลอดเวลา เพียงแต่พระองค์เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ที่ทุกคนจะเดินกลับเข้ามาหาพระองค์ด้วยความศรัทธาจากใจจริงเท่านั้น

John 3:16 New International Version (NIV)

 For God so loved the world that he gave his one and only Son, that whoever believes in him shall not perish but have eternal life.

 John 16:33New International Version (NIV)

 “I have told you these things, so that in me you may have peace. In this world you will have trouble. But take heart! I have overcome the world.”

ก่อนที่พี่เพ็ญจะไปพบหมอเพราะสาเหตุเนื่องมาจากอาการป่วยครั้งล่าสุดนั้น เพื่อนสนิทของพี่เพ็ญคือพี่อ่อนล้มป่วยอยู่ก่อนหลายวันและในที่สุดพี่อ่อนก็เสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 พี่เพ็ญกับผู้เขียนได้โทรศัพท์พูดคุยและปรึกษากันหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่จะช่วยงานศพของพี่อ่อนว่าจะช่วยกันอย่างไรดี? เพราะอย่างน้อยเราก็เป็นคนไทยไกลบ้านอยู่ต่างแดนเหมือนกัน มีอะไรที่เราพอจะช่วยเหลือกันได้ก็น่าจะช่วย

 ทว่ายังไม่ทันที่พี่เพ็ญกับผู้เขียนจะช่วยอะไรงานศพพี่อ่อนได้มากไปกว่าช่วยเงินใส่ซองทำบุญให้กับครอบครัวของพี่อ่อน พี่เพ็ญก็ล้มป่วยแบบกระทันหัน และต้องเข้าไปรับการรักษาด่วนที่โรงพยาบาลเบอมิ่งแฮมและแพทย์ลงความเห็นว่าพี่เพ็ญมีอาการของมะเร็งในสมอง!!

 เมื่อผู้เขียนทราบข่าวของอาการป่วยพี่เพ็ญ ก็แทบช๊อคทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน คร่ำครวญในใจถามพระเจ้าว่าทำไม? ทำไม? ทำไม?ต้องเป็นพี่เพ็ญปิยมิตรผู้แสนดีคนนี้ด้วยนะ? โลกทั้งโลกที่เคยสดใสสนุกสนานสำหรับมิตรภาพแห่งเพื่อนระหว่างพี่เพ็ญและผู้เขียนก็กลายเป็นโลกสีเทาอึมครึมหม่นหมองทันที เพราะทุกนาทีนับแต่นี้ไป เราต่างไม่รู้ว่าการรักษาของทีมแพทย์ให้กับพี่เพ็ญนั้นคือคำตอบที่ออกมาในรูปไหน?และระยะเวลาที่เรายังอยู่เป็นเพื่อนกันนั้นจะมีอีกนานเท่าไหร่? แต่ดูเหมือนว่ากำลังใจของพี่เพ็ญยังแกร่งและเข้มแข็งเสมอ ความศรัทธาในพระเจ้าของพี่เพ็ญยังมั่นคงเหมือนที่เคยเป็นมา

เพื่อนคนไทยคนหนึ่งที่อยู่รัฐเดียวกันกับพี่เพ็ญคือพี่แดง ก้าวเข้ามาเงียบๆด้วยบทบาทแห่งปิยะมิตรผู้มีน้ำใจงดงามในยามที่พี่เพ็ญเจ็บป่วย พี่แดงและสามีคือคุณบ๊อบ ทั้งคู่ได้มาเยี่ยมเยียนเฝ้าดูแลเอาใจใส่พี่เพ็ญตั้งแต่วันแรกที่พี่เพ็ญนอนป่วยในโรงพยาบาล นอกจากเยี่ยมดูอาการของพี่เพ็ญแล้ว พี่แดงก็ทำอาหารไทยมาส่งให้ถึงเตียงผู้ป่วยทุกวัน หายาสมุนไพรมาช่วยบำรุงกำลังพี่เพ็ญ อีกทั้งเฝ้าคอยอยู่ดูแลเป็นกำลังใจปลอบใจและพูดคุยกับพี่เพ็ญราวกับว่าเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน

อาทิตย์ต่อมาหลังจากที่แพทย์อนุญาตให้พี่เพ็ญกลับบ้านได้ แต่ต้องเดินทางไปกลับเพื่อรับคีโมรักษาอาการของมะเร็งนั้นตามที่หมอกำหนดนัด ซึ่งตลอดระยะเวลาที่พี่เพ็ญต้องเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและโรงพยาบาลนั้น พี่แดงก็ยังอาสาเป็นธุระช่วยจัดเตรียมอาหารไทยไว้ที่บ้านของพี่แดง เพื่อรอให้พี่เพ็ญที่กลับจากโรงพยาบาลแวะบ้านพี่แดงเพื่อร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน

คุณพ่อของผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่า”คนเราจะเห็นน้ำใสใจจริงต่อกันก็ในยามทุกข์และยามเจ็บป่วยนี่แหละว่าเป็นคนคนนั้นเป็นคนจริงใจมากน้อยแค่ไหน” การที่พี่แดงมีจิตอาสามาทำหน้าที่ของเพื่อนในยามยากเช่นนี้ ทำให้พี่เพ็ญรู้สึกปลื้มปืติและประทับใจในน้ำใจของเพื่อนคนนี้ยิ่งนักรวมทั้งเพื่อนๆคนไทยอีกหลายๆคนที่ช่วยกันส่งกำลังใจเชียร์ให้พี่เพ็ญต่อสู้กับโรคร้ายนี้ด้วยใจเข้มแข็ง แม้เราคนไทยที่ต่างคนต่างมาจากภาคต่างๆในเมืองไทย จากบ้านบ้านเกิดเมืองนอนมาไกลและได้มาเผชิญชะตากรรมในต่างแดนด้วยกัน แต่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในความเป็นสายเลือดคนไทยด้วยกันนั้นไม่เคยจางหาย เราพูดภาษาเดียวกัน เราต่างเข้าใจในความรู้สึกลึกๆของความว้าเหว่ของกันและกันที่ต่างจากบ้านมาไกล เราจึงไม่อาจทอดทิ้งกันได้ในยามที่เพื่อนคนไทยคนใดคนหนึ่งกำลังทุกข์เช่นนี้ เพราะฉะนั้นแม้พี่เพ็ญจะต้องทรมานกายเพราะอาการเจ็บป่วย ทว่าในดวงใจกลับเข้มแข็งและสุขล้นยิ่งนักในศรัทธาเชื่อมั่นที่มีต่อพระเจ้าและรู้สึกอบอุ่นในน้ำใจของเพื่อนๆคนไทยที่รู้จักอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

 รักกันไว้เถิดเพื่อนคนไทยผู้ไกลบ้านทั้งหลาย…เพราะความรัก ความจริงใจที่มีให้กันนั้นมีคุณค่าและเป็นยาขนานวิเศษที่สามารถเยียวยาใจให้มีพลังใจกันและกันได้อย่างมหัศจรรย์ยิ่ง หากแม้ข้อเขียนนี้จะมีประโยชน์หรือเป็นกำลังใจให้กับท่านผู้อ่านคนใดแล้ว ขอคุณงามความดีเหล่านั้นจงกลายเป็นพรวิเศษดลบันดาลให้การรักษาของทีมแพทย์ที่รักษาพี่เพ็ญในขณะนี้จงประสพความสำเร็จ ขอให้พี่เพ็ญ(หรือคุณบุญรัตน์ อาดัมส์)จงหายป่วยและมีสุขภาพร่างกายกลับมาแข็งแรงดังเดิมอีกครั้งเถิดนะคะ

 

ณ.โอกาสนี้พี่เพ็ญได้ฝากให้ผู้เขียนโพ้ส บทกลอนขอบคุณจากคุณต้อย อดีตนักศึกษาไทยที่เคยมาศึกษาต่อที่  UAB – The University of Alabama at Birmingham  มาดังนี้นะคะ                             

ขอบพระคุณ  checkใบนั้นอย่างสุดซึ้ง  

เช็คใบชี่งนำต้อยเภามาพบพี่

ตื้นตันเจอพี่สาวที่แสนดี

สุดที่จะหา  ถ้อยคำ  มาเปรียบเปรย

 

มิถุนา  รัชพา  เช็คของพี่

และบอกว่าจากคนดีอย่าทำเฉย

ต้อยรับแล้วแสนดีใจไม่ละเลย 

ส่งจดหมายแจ้งเฉลยว่าเป็นใคร  

 

 และวันหนึ่งเราสามคน ถึงบ้านพี่

ความเปรมปรีด์  รินมาเหมือนน้ำไหล

 ทั้งพี่จอห์น  แสนดี และจริงใจ

ขอขอบพระทัย พระเจ้าส่งพี่มา

 

        อยู่บ้านเขา  เมืองเขา  เหงาเหว่ว้า 

นี้ออกจาก หัวใจ ใช่มุสา

เมื่อเจอพี่  เหงาหายวับไปกับตา

บุญนำพาและgodส่งให้เจอกัน

 

          ขอบคุณพระเจ้าเท่าแผ่นฟ้า 

 นำเรามา  เจอะเจอ ชึ่งเหมือนฝัน

ชีวิตที่นี่มีสุขพลัน 

 เราสองนั้นได้พี่สาว ที่แสนดี

 

          ไม่มีวัน  ลืมสัมพันธ์ ณ.วันนี้ 

 วันที่ชีวิตเริ่มมีวิถี

ได้รู้จักพระเจ้านำชีวี 

กราบคุณพี่ ที่ชี้แนะ ด้วยหัวใจ

 

(หมายเหตุจากพี่เพ็ญ: คุณไพรัช นั้นคือคุณหมอคนไทยคนแรกที่พี่รู้เพ็ญจักในอเมริกาและคุณต้อยหรือ ดร.สุรศักดิ์

รับราชการอยู่ที่มหาวิทยาลัยทักษิณในตำแหน่งคณบดีวิทยเขต พัทลุง)

 

THE LETTER FROM THAI STUDENTS

 

Our most sincere ” thank you ” for your check that made it possible for us [Toy & Poa] to visit you, you are…so nice. I can’t find the words to tell you how wonderful you are.

Now in June 1996, Pairat said we should send you a letter to let you know.. how much we appreciate what you did.  On the day… the three of us arrived at your home. You (Pee Pen) and John, your husband welcomed us with such warmth, like a constant stream of feeling.

Thank “God” who sent you to be our friend.

We felt so Lonesome, staying abroad so far from our hometown, you warmed our hearts.

But after meeting you both..

We felt blessed by God.

 (Translate by Professor. Robert สามีของพี่แดง)   

 

 

น้ำใสไหลรินริน

น้ำใสไหลรินริน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Music of the Month

My Best Friends

My Beloved Friends

เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ล

เลือกตามเดือน

Click by your choices

Jaoying resists.

วันเดือนปี

February 2017
S M T W T F S
« Jan   Mar »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728  

เพื่อนรัก

%d bloggers like this: