On My Days & In My Mind (by Rungaroon Plintron)

เล่าสู่กันฟังในวันว่างๆ (โดย รุ่งอรุณ ผลินธร)

สู่อ้อมพระหัตถ์

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า”คนเรารู้วันเกิดของตัวเอง แต่ไม่มีใครรู้วันตายล่วงหน้า”  การเกิดมาและใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ มีหลายคนสงสัยว่าอะไรคือจุดหมายของชีวิตกันแน่?  บางคนบอกว่าเกิดมาเพื่อแสวงหาโชคลาภ เกิดมาเพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองและครอบครัว เกิดมาเพื่อใช้ทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้  หรือเกิดมาเพื่อไขว้คว้าหาอำนาจและไต่เต้าให้ถึงจุดสูงสุดของความมีอำนาจ เพื่อจะได้บงการคนทั้งโลก  ชีวิตเป็นเช่นนั้นใช่ไหม? 

       แม้คำตอบมีมากมาย เพื่อตอบคำถามของการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะคิดว่าหลังจากชีวิตหมดเวลาบนโลกนี้แล้ว วิญญาณของเราจะไปไหน? มีจุดหมายปลายทาง อยู่แห่งใด? การเดินทางในโลกหลังความตายนั้นมีอะไรที่รอเราอยู่บ้าง? และก่อนหมดลมหายใจสุดท้ายจะมีสักกี่คนที่ได้มีโอกาสจากลากับญาติสนิทมิตรที่รักที่เคยอยู่ร่วมโลกกันมา  มีหลายคนที่จากไปด้วยความเจ็บป่วยอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายโดยไม่มีโอกาสสั่งลาใครทั้งสิ้น   บางคนตายอย่างกระทันหันโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดจบของชีวิตมาถึงรวดเร็วขนาดนี้ เช่นคนที่จากไปด้วยอุบัติเหตุ  แต่บางคนกลับเลือกลาจากโลกด้วยการฆ่าตัวตายก็มีมากมายให้เห็น… แต่ทุกคนก็ยังไม่เคยได้คำตอบที่แท้จริงของชีวิตว่าทำไมถึงต้องอยู่?และอยู่เพื่ออะไร?

     มีหลายคนที่ตลอดเวลาที่พวกเขามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ไม่เคยมีคำว่าศาสนาหรือความเชื่อใดให้ใจมีที่ยึดเหนี่ยว แต่ก็มีหลายคนเช่นกันที่ก่อนตายได้รับรู้ว่าในโลกนี้มีพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้กำหนดเวลาชีวิตของแต่ละคน  และสุดท้ายแล้วเมื่อร่างดับสลาย จิตวิญญาณที่เหลืออยู่ก็จะกลับคืนสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระเจ้าอีกครั้ง ดังเช่นตัวอย่างของพี่น้องสองสาวเพื่อนรุ่นน้องของพี่เพ็ญ(หรือคุณบุญรัตน์ อาดัมส์  )ได้ฝากเรื่องนี้มาให้ผู้เขียนได้ถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้รับทราบเรื่องราว

           ติ๋มและนกคำคือชื่อพี่น้องสองสาวชาวอิสานที่พี่เพ็ญมีโอกาสรู้จักเมื่อหลายปีมาแล้ว ทั้งสองสาวมาอยู่อเมริกาก่อนพี่เพ็ญสองปี ทั้งสองพี่น้องมีสามีเป็นชาวอเมริกัน หลังการเดินทางมาถึงอเมริกาแล้ว ทั้งสองยังโชคดีอีกที่มีโอกาสอยู่ในรัฐเดียวกันและอยู่ใกล้กัน  สองสาวจึงตัดสินใจร่วมทุนกันเปิดธุรกิจบริการเสริมสวยและช่วยกันทำอย่างขยันขันแข็ง เพราะตอนอยู่เมืองไทยทั้งติ๋มและนกคำต่างก็มีพื้นฐานความรู้ในงานด้านความสวยความงามมาอย่างชำนาญ ติ๋มคนพี่เป็นช่างแต่งเล็บ ส่วนนกคำก็มีฝีมือเรื่องการทำผม งานของทั้งสองจึงไปกันได้ด้วยดี ดังนั้นที่ร้านเสริมสวยนี้จึงมีลูกค้าหลายระดับอายุมาจองคิวรับบริการในแต่ละวัน จนสองพี่น้องแทบไม่มีเวลาพักผ่อน และเคยเป็นร้านที่มีชื่อเสียงพอสมควรในเมืองนั้น พี่เพ็ญเองก็เป็นลูกค้าคนหนึ่งที่ชื่นชอบในฝีมืองานของทั้งสองพี่น้องนี้ด้วยเช่นกัน

              ช่วงนั้นครอบครัวของติ๋มและนกคำ คล้ายความฝันแสนสวย และก็เหมือนกับผู้คนทั่วไปที่มีความสุขกับเงินทองและสิ่งของต่างๆที่ตนหามาได้ ชีวิตของทั้งคู่ในแต่ละวันจึงเพลิดเพลินไปกับงานที่สร้างรายได้ให้อย่างล้นกระเป๋า แถมสามีของทั้งคู่ก็เป็นผู้ชายที่มีฐานะดี มีตำแหน่งการงานดีเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคมชั้นสูง  ผิดกันก็ตรงที่สามีของนกคำชอบดื่มเหล้าและชอบสนุกสนานเฮฮากับเพื่อนฝูง ในขณะที่สามีของติ๋มเป็นข้าราชการระดับสูงมุ่งทำแต่งาน  ครอบครัวของติ๋มมีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน ส่วนครอบครัวของนกคำไม่มีลูก  

               เมื่อชีวิตมั่งมีทั้งเงินทองพร้อมเกียรติยศจึงมองข้ามไปว่าทุกอย่างที่เห็นและที่เป็นนั้นคือสิ่งสมมติของโลกและชีวิตคนเรานั้นไม่ได้มีอะไรที่มั่นคงแน่นอนไปตลอดกาล   สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองครอบครัวลืมสิ้นคือการแสวงหาทางจิตวิญญาณ  จึงไม่เคยสนใจไปโบสถ์และไม่มีเวลาที่จะฝึกปฏิบัติทางด้านศาสนาใดใด ลืมไปว่าทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ล้วนอยู่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดเวลา พระองค์คือผู้กำหนดเวลาสำหรับทุกๆชีวิต

ดังปรากฏข้อความในไบเบิ้ล Ecclessiastes 3  ดังนี้

“พระองค์ทรงกำหนดเวลาเกิดและเวลาตาย

ทรงกำหนดเวลาการเพาะพันธุ์และเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว

ทรงกำหนดเวลาการฆ่าทำลายและเวลาการพักรักษา

ทรงกำหนดเวลาการทุบทำลายและเวลาการซ่อมแซม

ทรงกำหนดเวลาความทุกข์โศกและเวลาแห่งความสุขหรรษา

ทรงกำหนดเวลาความโศกเศร้าคร่ำครวญและเวลาแห่งการร้องรำทำเพลง

ทรงกำหนดเวลาแห่งรักและเวลาแห่งความเกลียดชัง

ทรงกำหนดเวลาแห่งที่หวานชื่นและเวลาที่ขื่นขม

ทรงกำหนดเวลาที่เก็บหอมรอมริบและเวลาที่สุรุ่ยสุร่ายสิ้นเปลือง

ทรงกำหนดเวลาแห่งการพบและเวลาแห่งการสูญเสีย

ทรงกำหนดเวลาแห่งความขาดแคลนและเวลาแห่งการฟื้นฟู

ทรงกำหนดเวลาแห่งความเงียบงันและเวลาที่ต้องพูดคุย

ทรงกำหนดเวลาของความรักและเวลาแห่งความเกลียด

ทรงกำหนดเวลาแห่งสงครามและเวลาแห่งสันติภาพ”

 

       วันเวลาผ่านไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นช้าๆในครอบครัวสองพี่น้องที่ยังคงติดลึกในบ่วงมายาแห่งโลก บ่วงนี้ช่างเย้ายวนชวนหลงไหลนักดุจความฝันอันแสนหวานที่ใครๆก็อยากหลับไหลในความฝันนี้ให้นานแสนนาน จนวันหนึ่งติ๋มไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล เธอจึงต้องตื่นจากความฝันที่แสนหวานนั้นด้วยความตระหนกตกใจ เมื่อผลการตรวจของหมอสรุปออกมาว่าเธอเป็นมะเร็งเต้านม

       ในขณะที่ติ๋มต้องทรมานกับช่วงเวลาแห่งความเจ็บป่วย สามีก็เริ่มมีเวลาให้เธอน้อยลงเรื่อยๆ  แต่ขณะเดียวกันเขากลับมีเวลามากขึ้นสำหรับการออกไปเที่ยวสองต่อสองกับเพื่อนหญิงที่ทำงานของเขา  ความเงียบเหงาเริ่มกระจายแผ่ครอบคลุมบรรยากาศในบ้านอย่างช้าๆ  ในที่สุดกิจการที่ติ๋มเคยทำรายได้ให้เธออย่างมากมายก็ปิดตัวลงก่อนที่เธอจะกลายเป็นหญิงป่วยที่นอนรอความตายตามลำพังอย่างหมดหวังในการรักษา เหลือเพียงหัวใจที่ว่างเปล่าไร้ความรักความดูแลเอาใจใส่จากสามี  การติดตามรับการรักษาก็เป็นไปอย่างขาดๆหายๆ

           พี่เพ็ญเป็นเพื่อนคนสุดท้ายที่พยายามเติมความหวังในหัวใจที่สิ้นหวังของติ๋มด้วยมิตรภาพแห่งคำว่าเพื่อนและด้วยคำของพระผู้เป็นเจ้าจากไบเบิ้ล  ในระยะสุดท้ายของติ๋มพี่เพ็ญก็มีโอกาสไปเยี่ยมและได้เห็นสภาพที่ทรุดโทรมร่วงโรยของติ๋มที่เปลี่ยนไปราวคนละคน แม้พี่เพ็ญสงสารแทบขาดใจแต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้มากไปกว่านี้  ในที่สุดวันสุดท้ายก็มาถึง พี่เพ็ญนั่งลงข้างๆติ๋มแล้วบอกเรื่องราวของพระเจ้าให้ติ๋มได้ยินอีกครั้ง

                   “ติ๋ม เวลานี้แม้เธอยังอยู่ที่นี่ เธอก็ยังมีพี่และน้องสาวของเธอที่อาจจะช่วยดูแลได้บ้าง แต่เมื่อเวลานี้หมดลง พี่หรือใครๆในโลกนี้ก็ไม่อาจติดตามไปช่วยเหลือดูแลเธอได้ มีเพียงพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่สามารถเดินทางไปกับเธอได้ทุกที่และทุกขณะจิต  แต่เธอต้องไปพบพระองค์ด้วยความเชื่อและความศรัทธาเท่านั้น  เธอจะมีความสุขสบายในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ในโลกหน้า “  พี่เพ็ญพยายามให้กำลังใจติ๋มระยะสุดท้าย

                   ทันใดนั้นดวงตาของติ๋มก็เบิกโพลงและร้องออกมาด้วยเสียงแปลกๆ ทุกคนตกตะลึงและตกใจกับอาการของติ๋ม แต่ในที่สุดเธอก็พยักหน้ารับรู้ คล้ายบอกว่าเธอเข้าใจและยอมรับในพระเจ้าแล้วในนาทีนิ้

                  “เธอยอมรับในพระผู้เป็นเจ้าแล้วใช่ไหมติ๋ม?”พี่เพ็ญกระซิบถาม

ติ๋มไม่ตอบ เพียงพยักหน้าอีกครั้งพร้อมหลับตานิ่ง ใบหน้าที่เคยหมองหม่นมานานกับโรคร้ายที่คุกคามมาตลอดนั้นเปลี่ยนเป็นมีรอยยิ้มจางๆอย่างมีความสุข  ลมหายใจของติ๋มเริ่มช้าลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็เป็นการหลับชั่วนิจนิรันดรของติ๋ม เธอหลับอย่างเป็นสุขในวันสุดท้ายที่เธอรู้จักพระเจ้าเป็นครั้งแรก…

 

                สองปีต่อมานกคำผู้เป็นน้องสาวของติ๋มนั้นก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพ หมอวินิจฉัยว่าเธอเป็นมะเร็งในเลือดขาว (Lymphocytic leukemia) คำสรุปอาการของหมอเกี่ยวกับอาการป่วยของเธอได้ฆ่าความรู้สึกของนกคำให้ตายลงทันที เธออกจากโรงพยาบาลด้วยความรู้สึกที่หวาดหวั่นและตื่นตระหนกเหมือนกับนักโทษเพิ่งได้ยินคำพิพากษาประหาร  การเผชิญโรคร้ายนั้นเป็นความรู้สึกที่แย่ที่สุดในชีวิต แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นเธอต้องรับรู้เรื่องการนอกใจของสามีเธอเองและเขาไม่ได้ทุกข์ร้อนไปกับอาการป่วยของเธอเลย นกคำจึงใช้เวลาตามลำพังส่วนมากอยู่ในบ้านที่เงียบเหงา และอยู่กับหัวใจที่ว่างเปล่าที่ไร้ความรักและความห่วงใยจากสามีของเธอ คนที่เธอยอมอุทิศเวลาหมดทั้งชีวิตที่เหลืออยู่เพียงเพื่อเขา  นกคำนอนร้องไห้อย่างเดียวดายและเจ็บปวด เธอคิดถึงวันเวลาที่เคยมีความสุขและทุกสิ่งอย่างที่เปลี่ยนไปช้าๆ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับสภาพที่เป็นและหมกมุ่นครุ่นคิดว่าทำไมบทสุดท้ายของชีวิตเธอจึงคล้ายกับติ๋มผู้เป็นพี่สาวเหลือเกิน

                 พี่เพ็ญมิอาจนิ่งดูดายในความทุกข์อันแสนสาหัสของนกคำได้ จึงพยายามชวนนกคำออกไปทานข้าวด้วยกันบ้าง  อีกทั้งคอยให้กำลังใจกับอาการป่วยของนกคำเท่าที่มีโอกาส  และทุกครั้งที่ได้เจอกัน พี่เพ็ญจะสวดอ้อนวอนพระเจ้าให้นกคำเพื่อให้เธอมีขวัญและกำลังใจดีขึ้นบ้าง จนนกคำเริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับพระเจ้าและโบสถ์ที่พี่เพ็ญไปประจำ

                “หนูอยากรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิตเหมือนพี่เพ็ญบ้าง” นกคำเอ่ยขึ้นในวันหนึ่ง พี่เพ็ญแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าประโยคนั้นมาจากนกคำ

               “แต่หนูไม่ใช่คริสเตียน หนูไม่มีโบสถ์ที่จะไป แล้วก็ไม่รู้จะทำยังไงดี?”  นกคำพูดต่อ

              “พี่ดีใจมากและเต็มใจยิ่งที่จะช่วยเธอ” พี่เพ็ญตอบ

          ตอนนั้นอาการป่วยของนกคำก็ทรุดลงมากแล้ว  พี่เพ็ญจึงนำเรื่องของนกคำมาปรึกษากับหลวงพ่อที่โบสถ์ที่พี่เพ็ญเป็นสมาชิกอยู่  นกคำจึงได้ผ่านการเข้าพิธีบัพติสเป็นคริสเตียนที่เกิดใหม่โดยสมบูรณ์ แม้เป็นการเกิดใหม่ในร่างที่กำลังแตกดับ แต่นกคำก็รับรู้ด้วยความปลื้มปิติใจว่าหากเมื่อเธอจากโลกนี้ไปแล้ว เธอจะมีประตูแห่งสวนสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าเปิดรอเธออยู่ เธอเข้าใจแล้วว่าความหมายของการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ก็เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง

             หลังจากการบัพทิสเป็นคริสเตียนใหม่ได้สิบสองวัน  นกคำก็เดินทางจากทุกคนไปอีกครั้งเหมือนที่เธอเคยเดินทางลาจากครอบครัวที่เมืองไทยไปอยู่อเมริกา  แต่การเดินทางครั้งนี้นกคำไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า และเธอจะอยู่ที่นั่นอย่างถาวรโดยไม่มีความเหงาเดียวดายและไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป…

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Music of the Month

My Best Friends

My Beloved Friends

เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ล

เลือกตามเดือน

Click by your choices

วันเดือนปี

March 2017
S M T W T F S
« Feb   Apr »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

เพื่อนรัก

%d bloggers like this: