On My Days & In My Mind (by Rungaroon Plintron)

เล่าสู่กันฟังในวันว่างๆ (โดย รุ่งอรุณ ผลินธร)

คืนวันเก่าๆของป้าจร

                   ผู้เขียนเคยคิดสงสัยมานานแล้วว่า ผู้สูงอายุหลายๆคนที่มีชีวิตอยู่ตามลำพังรอลูกหลานกลับมาเยี่ยมนั้นต้องผ่านคืนวันที่เงียบเหงาโดดเดี่ยวมาได้อย่างไรหนอ?  มีหลายคนนะคะที่อายุยังไม่มากเลยเจอแค่คำว่า”เหงา”โผล่เข้ามาเยี่ยมหน่อยเดียว มันก็มีอานุภาพพอที่จะทำลายล้างกำลังใจให้เหือดหายไปในวินาทีนั้นเลย แล้วผู้สูงอายุที่ต้องอยู่โดยไม่มีใครมาคอยไถ่ถามความทุกข์สุขเล่า? ท่านเหล่านั้นต้องจมปลักกับความเหงาอย่างนั้นนับแรมเดือนแรมปี เหตุใดท่านจึงสามารถผ่านพ้นมาได้อย่างเด็ดเดี่ยว? หลายคนมองความชราภาพเป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตที่ต้องทนอยู่หรืออยู่ทนเท่านั้นเองหรือ?

 

                   ย้อนกลับไปในความทรงจำที่ยังกระจ่างชัดเสมอ ภาพของป้าจร หญิงชราวัยแปดสิบกว่า เดินหลังค่อมๆ ทุกๆเช้าแกพยายามกวาดเก็บใบไม้ที่ร่วงบนพื้นให้สะอาดเอี่ยม บางครั้งก็นั่งหาเห็บเก็บหมัดให้บรรดาหมาๆทั้งหลายที่แกเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเกือบยี่สิบตัว แม้จะอยู่ตามลำพังมานานหลายปี นับตั้งแต่ลุงกุ่ยผู้เป็นสามีตายจากไปและหลานๆแยกออกไปมีครอบครัวอยู่คนละที่ทางนานแล้ว แต่ป้าจรก็ยังขยันทำหน้าที่ทุกอย่างในการดูแลสถานที่และบ้านพักตากอากาศให้กับเจ้าของที่ดินด้วยตั้งใจเต็มร้อยและไม่เคยบกพร่องต่อหน้าที่แม้แต่น้อย

 

                      “ป้าจรอยู่คนเดียวแบบนี้ ไม่เหงาบ้างเหรอ? “ ผู้เขียนเคยถามตอนกลับไปเยี่ยมครั้งสุดท้าย

                      “ข้าไม่เหงาหรอก มีหมาเป็นเพื่อนเยอะแยะอย่างนี้ จะเหงาได้ไง?” ป้าจรตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ คล้ายเย้ยหยันความเหงาอย่างเจ็บปวด

                     ในขณะที่แกหันมองออกไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมาย แม้คำตอบของป้าจรบอกว่าไม่เหงา แต่ผู้เขียนกลับสัมผัสถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก ทุกๆค่ำคืนที่ผ่านมาอย่างเงียบงัน พาความมืดมิดเข้ามาครอบคลุมบรรยากาศแห่งบ้านไร่ เพื่อเดินผ่านโมงยามแห่งความเงียบสงัดของรัตติกาลอย่างเชื่องช้าไปจนกระทั่งถึงรุ่งเช้าของอีกวันนั้น  ป้าจรต้องอยู่เป็นเพื่อนตัวเองตามลำพังวันแล้ววันเล่าโดยไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับใครเลย จากบ้านที่เคยอยู่กันหลายคนอย่างมีความสุขและอบอุ่น เคยได้ยินเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน กลับกลายมาเป็นบ้านที่เงียบวังเวง มองไปทางไหนก็มีแต่ตัวเองคนเดียวเช่นนี้ มีหรือที่คมของความเหงาจะไม่บาดบั่นทอนความรู้สึกของหญิงชราผู้นี้?

                    “น่าจะมีใครสักคนมาอยู่กับป้าจรนะ เผื่อเวลาไม่สบายอะไร จะได้ช่วยดูแล” ผู้เขียนพยายามชวนแกคุย

                    “ไม่เป็นไรหรอก ข้าอยู่ของข้าได้ ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น ข้าก็ไม่กลัวหรอก เพราะอายุก็มากแล้ว เห็นโลกมาเยอะแล้ว จะต้องไปห่วงไปหวังอะไรอีกทำไมกัน คนเราเมื่อถึงเวลา มันก็ต้องตายด้วยกันทุกคนนั่นแหละ แต่ข้าก็ห่วงพวกหมานะ ถ้าไม่มีข้าสักคน พวกมันจะอยู่กันยังไงก็ไม่รู้? ใครจะมาคอยให้ข้าวให้น้ำพวกมัน? ”

                    “ป้าจรอย่าพูดถึงเลยนะเรื่องนี้ ป้าจรยังอยู่อีกนานหรอกน่า เห็นไหมบางคนเขาอยู่ถึงร้อยปีก็ยังมีเลย” ผู้เขียนรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ คืออยากให้ป้าจรอยู่อย่างสุขสบายอีกหลายๆปี

                    “เรื่องอย่างนี้มันก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้บ้างสิ คนเรามันเอาแน่ไม่ได้หรอกนะ จะให้ข้าอยู่ถึงร้อยปีเชียวเหรอ? ไม่เอาหรอก อยู่คนเดียวแบบนี้มันเหงานะ”

                    “อ้าว ไหนเมื่อกี้ถามป้าจรบอกว่าไม่เหงาไงล่ะ?”ผู้เขียนได้ที ต้องรีบหาทางเอาความรู้สึกเหงาๆของแกออกมาทิ้งให้ได้

                    “จะว่าไปแล้ว…มันก็เหงาเหมือนกันนะ เช้าขึ้นมาก็คุยกับหมาทั้งวัน เย็นลงก็คุยกับพวกมันอีก บางวันข้านั่งหลับใต้ต้นมะขามคนเดียวทั้งวันเลยไม่รู้จะคุยกับใคร บางครั้งข้าก็คิดถึงสมัยที่ยังสาวๆ เคยทำอะไรต่ออะไรคล่องตัว แต่ตอนนี้จะทำอะไรสักอย่างดูมันติดขัดยืดยาดไปทุกอย่างจนรำคาญตัวเอง  บางคืนนั่งหลับสับปะหงกคนเดียวหน้าจอทีวี ดูอะไรไม่รู้เรื่องหรอก แต่ก็ต้องเปิดให้มันมีเสียงคนพูดกันบ้าง”  ขณะที่ป้าจรพูด ผู้เขียนมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นของแกด้วยความรู้สึกสุดสงสารจับใจ เหมือนแกพยายามจะกระพริบตาถี่ๆหลายครั้งเพื่อกลบเกลือนน้ำใสๆที่คลอเบ้าตาให้เหือดแห้งไป

                        บางครั้งการริดรอนความเหงาออกจากใจของใครสักคน ก็ต้องปล่อยให้เขาปล่อยความรู้สึกเหล่านั้นออกมาด้วยคำพูด เพราะความรู้สึกต่างๆที่คั่งค้างในใจมักจะปนออกมากับคำพูดเหล่านั้นเสมอ หากตั้งใจฟังให้ดีๆ

                         “คนแก่แล้วก็ยังงี้แหละ ไม่มีประโยชน์อะไรกับใครสักเท่าไหร่หรอกนะ จะอยู่หรือตาย ก็ไม่ได้ทำให้โลกทั้งโลกมันหยุดหมุนรอเราหรอก ทุกวันนี้ข้าก็อยู่แค่เพื่อสร้างบุญสร้างกุศลเท่านั้น อายุขนาดนี้แล้ว จะมีเวลาเหลือสักเท่าไหร่กัน ถึงเวลาตายจะได้เอาบุญนี้ติดตัวไปด้วย เผื่อไม่มีใครเขาทำบุญไปให้เราก็จะได้มีบุญของเราไปใช้เองในชาติหน้า” ป้าจรดูเข้มแข็งขึ้นมานิดหน่อยเมื่อพูดถึงเรื่องการสร้างบุญกุศลของแก

 

                           คืนนั้นป้าจรพูดคุยเรื่องราวเก่าๆในอดีตหลายต่อหลายเรื่องให้ผู้เขียนฟังอย่างสนุกสนาน แม้ว่าคืนวันเหล่านั้นจากป้าจรไปนานแสนนานแล้ว แต่ความทรงจำเหล่านั้นช่วยเติมชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะให้ป้าจรอย่างมีความสุข

                          บางครั้งการปล่อยให้ผู้สูงวัยกลับไปสู่อดีตอีกครั้ง ก็สามารถนำความชื่นฉ่ำใจและกำลังใจกลับมาเติมเต็มได้  อีกทั้งมีเรี่ยวแรงแข็งขันที่จะต่อสู้กับคืนวันอันเดียวดายได้อย่างปาฏิหารย์เหมือนกันค่ะ หากคุณมีเวลาว่างสักนิด แทนที่นิ้วจะจิ้มติดอยู่กับคีย์บอร์ดมือถือหรือคอมพิวเตอร์ตลอดเวลาเพื่อคุยกับใครต่อใครที่คุณไม่เคยรู้จักตัวจริงทั้งในไลน์หรือในเฟรสบุ้ค  ก็ลองหาโอกาสพูดคุยกับผู้สูงวัยในบ้านของคุณหรือคนที่คุณพบเจอตามสถานสงเคราะห์คนชราบ้างนะคะ แล้วคุณจะรู้ว่ามิตรภาพจากผู้สูงอายุนั้น คือการแลกเปลี่ยนที่ล้ำค่าระหว่างกำลังใจและประสพการณ์ของคนทั้งสองวัยที่แตกต่าง โดยสามารถหล่อหลอมเข้าด้วยกันได้ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน  มันอบอุ่นยิ่งกว่าการไปเติมไลค์ให้ใครต่อใครในโลกออนไลน์หลายร้อยเท่าเลยค่ะ

 (Thank you very much    Picture credit : PIXABAY)

                                                                © รุ่งอรุณ ผลินธร, 2018

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

Music of the Month

My Best Friends

My Beloved Friends

เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ล

เลือกตามเดือน

Click by your choices

Jaoying resists.

วันเดือนปี

February 2018
S M T W T F S
« Jan   Mar »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728  

เพื่อนรัก

%d bloggers like this: